บทความจากหมวด ‘Happy life’

01
มิ.ย.

“Green Concept” 6 แนวทางเพื่อบ้านประหยัดพลังงาน

Posted under Happy life No Comments

???? เป็นเรื่องดี ๆ อีกเรื่องหนึ่งที่นำมาฝากกันค่ะ หากครอบครัวของท่านผู้อ่านท่านใดกำลังมีแผนจะปลูกสร้างบ้านเพื่ออยู่อาศัย เราก็มีแนวทางดี ๆ 6 แนวทางที่สามารถช่วยประหยัดพลังงานให้ท่านผู้อ่านพิจารณาประกอบการตัดสินใจค่ะ
???????
???????สาเหตุที่ต้องให้ความสำคัญกับ “บ้านประหยัดพลังงาน” มากขึ้นในโลกยุคปัจจุบัน เป็นเพราะสังคมโลกทุกวันนี้ การได้มาซึ่งพลังงานค่อนข้างสะดวกง่ายดายมากกว่าในอดีต หากแต่ราคาก็ถีบตัวขึ้นอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นภาระของหลายคนที่ต้องแบกรับด้วยเช่นกัน

greentree

???????
???????เพื่อไม่ให้บ้านต้องกลายเป็นสถานที่สิ้นเปลืองพลังงาน และดูดเงินเก็บของครอบครัวไปแทนที่จะนำไปใช้ตามความจำเป็นด้านอื่น ๆ ทีมงาน Life & Family ขอถือโอกาสนี้ นำเสนอความรู้ดี ๆ จากศาสตราจารย์ ดร. สุนทร บุญญาธิการ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาคารประหยัดพลังงาน คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาฝากท่านผู้อ่านที่ต้องการมีบ้านสบายกันค่ะ
??????? (เพิ่มเติม…)

Tags: , , ,
17
พ.ค.

การตลาดสำหรับเด็กๆ ที่กำลังย่างเข้าสู่วัยรุ่น หรือที่เรียกกันว่า TWEEN

Posted under Happy life No Comments

ในสหรัฐนั้น การซื้อขายสินค้าสำหรับเด็กๆ ที่กำลังย่างเข้าสู่วัยรุ่น กลายเป็นธุรกิจใหญ่โต ที่มีมูลค่ามากกว่าปีละสี่หมื่นล้านดอลล่าร์ ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า เด็กๆ อเมริกันที่มีอายุระหว่าง 7-14 ปีนั้น มีค่าใช้จ่ายมากกว่า 2,000 ดอลล่าร์ต่อคนต่อปี

Bella Haiz เด็กหญิงอายุ 7 ขวบ ซึ่งกำลังย่างเข้าสู่วัยรุ่น เป็นตัวอย่างหนึ่ง ของผู้ที่มีความสนอก สนใจในเรื่องของแฟชั่น เธอเล่าว่าเธอไปซื้อของกับคุณพ่ออยู่บ่อยๆ ?

42-16472104

และก็เป็นหน้าที่ของบรรดานักการตลาด ที่จะต้องหาวิธีดึงดูดใจเด็กๆ วัยรุ่นเหล่านี้ เด็กหญิง Bella มักจะเข้าเวบไซต์ที่มีชื่อว่า Fashionology dot com ซึ่งเธอสามารถออกแบบเสื้อผ้าของตัวเองได้

Bella จะเลือกรูปแบบของเสื้อที่ต้องการ จากนั้นก็เลือกสี สำหรับ Bella แล้ว การทำเช่นนี้ก็เหมือนๆ กับการเล่นเกม ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า วิธีการนี้ เป็นวิธีที่ค่อนข้างใหม่ ที่บรรดานักการตลาดใช้ล่อใจเด็กๆ ที่กำลังย่างเข้าสู่วัยรุ่น ซึ่งมีอายุระหว่าง 7-14 (เพิ่มเติม…)

Tags: , ,
02
พ.ค.

รอยยิ้ม สามารถทำนายอนาคตของชีวิตแต่งงานได้อย่างไร?

Posted under Happy life No Comments

รายงานวิจัยล่าสุดในสหรัฐแนะนำว่า ถ้าใครอยากจะรู้ล่วงหน้าว่า ชีวิตการแต่งงานของตนเองจะราบรื่นหรือไม่ ให้ลองไปเปิดสมุดเก็บภาพเก่าๆ ของคู่ชีวิตคุณดู แล้วลองสังเกตุว่าในภาพเหล่านั้น สามี หรือภรรยาในปัจจุบันของคุณฉีกยิ้มกว้างแค่ไหน เพราะนั่นอาจจะเป็นสิ่งที่ทำนายอนาคตของชีวิตแต่งงานของคุณได้

คุณผู้ฟังจำได้ไหมว่า เมื่อตอนสมัยยังเป็นเด็กหรือวัยรุ่น เวลาถ่ายรูปคุณชอบฉีกยิ้มกว้างๆ หรือนั่งเก็กหน้าขรึม หลายท่านอาจบอกว่า จำไม่ได้และถึงจำได้จะมีประโยชน์อะไร แต่รายงานวิจัยล่าสุดของมหาวิทยาลัย DePauw ในรัฐอินเดียน่าแนะนำให้ลองไปหาสมุดภาพเก่าๆ หรือหนังสือรุ่นมาเปิดดูว่า รอยยิ้มของคุณในภาพนั้นพิมพ์ใจแค่ไหน เพราะนั่นอาจบ่งบอกถึงอนาคตของชีวิตคู่ได้แบบไม่ต้องพึ่งหมอดูเลย

CB026240

นักวิจัยเก็บข้อมูลเรื่องนี้ ด้วยการเปิดหนังสือรุ่นเก่าๆ ของกลุ่มตัวอย่าง แล้วจัดอันดับรอยยิ้มตั้งแต่ 1 ถึง 10 คือถ้ายิ้มกว้างหรือยิ้มสวยที่สุดก็จะได้คะแนน 10 เต็ม ผลการวิจัยพบว่า 10% แรกของคนที่ได้คะแนนรอยยิ้มสูงที่สุด ไม่มีการหย่าร้างในชีวิตแต่งงานเลย ในขณะที่ 10% ของคนที่ได้คะแนนต่ำสุด มีชีวิตแต่งงานล้มเหลวถึงเกือบ 1 ใน 4 โดยนักวิจัยบอกว่าคะแนนดังกล่าวนั้นมาจากการฉีกยิ้มของกล้ามเนื้อ 2 ส่วน คือคือกล้ามเนื้อที่ดึงริมฝีปากขึ้นไป และกล้ามเนื้อที่สร้างรอยย่นรอบดวงตา
(เพิ่มเติม…)

Tags: , , , ,
24
ก.พ.

“กล้าสอน” กระบวนการสอนที่แตกต่าง

Posted under Happy life No Comments

หนึ่งในสามประเด็นเรื่อง “กล้าสอน” อันเป็นข้อสุดท้ายที่พาล์มเมอร์ (Parker J. Palmer) พูดถึง คือ “เรื่องของวิธีการสอน” หนึ่ง ตัวตนของครู หรือโลกภายในของครู สอง เรื่องขององค์ความรู้ และสาม จะพูดถึงประเด็นวิธีการสอน ซึ่งคิดว่าพาล์มเมอร์กำลังพูดถึง “วิถี” มากกว่า “วิธี” และที่จริงเรื่องวิธีการสอนก็ไม่ได้แยกออกไปจาก “ตัวตนของครูและองค์ความรู้” เลย แต่การพูดถึงวิธีการสอนต่างหากออกมา โดยกลับไปเชื่อมโยงกับทั้งสองประเด็นก่อนหน้าบ้างนั้น จะมีมิติใหม่ที่ทำให้เราสามารถเห็นและเข้าใจกระบวนการสอนแบบนี้มากขึ้น

พาล์มเมอร์ให้ความสำคัญกับการโอบกอดคู่ตรงกันข้าม หรือธรรมชาติที่มีขั้วสองอย่างที่ขัดแย้งกัน หากแต่สามารถดำรงอยู่ร่วมกันได้ ภาษาอังกฤษเรียกว่า paradox ซึ่งคนที่สนใจพุทธศาสนานิกายเซนจะคุ้นเคยกับ “นัยยะขัดแย้ง” เช่นนี้

ยกตัวอย่างในวิธีการสอนโดยโอบอุ้มเวทีการเรียนรู้ พาล์มเมอร์ใช้คำว่า “open but charged” คือ ผู้นำพาการเรียนรู้จะสร้างพื้นที่เปิด แต่ในขณะเดียวกันก็ charged ด้วย อาจจะแปลว่า เปิดเหมือนไม่เปิด แต่ก็ยังเปิดอยู่ และสร้างแรงกดดัน คือ เพิ่มแรงเพิ่มความเข้มข้นเข้าไปในวงเปิดนั้น

หรืออีกคำหนึ่งของพาล์มเมอร์ คือ “open but bound หรือ เปิดแต่ก็มีขอบเขต” นี่เป็นตัวอย่างของการนำแนวทางสองอย่างที่ฟังดูขัดแย้งกัน แต่นำมาวางคู่กัน อยู่ด้วยกัน

ปัญญาแห่งวิธีการสอนดังกล่าว เป็นปัญญาปฏิบัติ เป็นศิลปะ มิใช่เป็นสิ่งที่พอได้อ่านถ้อยคำอธิบายแล้ว แม้ไม่มีประสบการณ์มาเลย ก็ยังเอาไปทำได้ ไม่ใช่อย่างนั้นเด็ดขาด หากแต่จะต้องนำไปปฏิบัติ และอาจจะต้องเคยเห็นพื้นที่เปิดที่เต็มไปด้วยพลังอัดแน่นอย่างเข้มข้นมาก่อนด้วย การเรียนรู้แบบที่พาล์มเมอร์อยากให้เกิดในห้องเรียนนั้น

เขากล่าวว่าต้องการสร้างสิ่งแวดล้อมและบรรยากาศของการตื่นรู้อย่างไม่ธรรมดาให้เกิดขึ้น เมื่อได้บรรยากาศเช่นนั้นแล้ว นั่นแหละจึงจะเกิดการเรียนรู้อย่างไม่ธรรมดา อันเป็นการเรียนรู้ที่แท้จริง

ผู้เขียนคิดถึงการตื่นตัวพิเศษด้วยจิตตื่นโพลง ด้วยจิตตื่นรู้ ที่ไม่เพียงผ่อนคลายและปลอดภัย แต่มากกว่านั้น จะทำอย่างนั้นได้ ไม่มีทางเลยที่ครูจะไม่นำพาตัวตนเข้ามาเกี่ยวข้อง เกี่ยวพันอย่างทุ่มเททั้งตัว ตัวตนของครูต้องเข้ามา ต้องเปิดและอัดพลังเข้มข้นเข้ามาด้วย

ใน เวิลด์คาเฟ่ หนังสือเล่มหนึ่งของทีมเวิลด์คาเฟ่ ที่นำเสนอกระบวนการเรียนรู้แบบไดอะล็อค อย่างหนึ่ง จวนนิต้า บราวน์ (Juanita Brown)ใช้คำว่า “ทำซุปให้ข้น” ในวงการที่ศึกษาเรื่องสมองจะใช้คำว่า “Optimum Learning State” หรือ “สภาวะการเรียนรู้ที่ดีที่สุด” ซึ่ง แอนนา ไวส์ (Anna Wise) ได้กล่าวถึงไว้ในหนังสือของเธออัน เกี่ยวกับคลื่นสมอง

กล่าวคือใน “สภาวะการเรียนรู้ที่ดีที่สุด” นี้ คลื่นสมองจะทำงานพร้อมกันเต็มพิกัด ทุกคลื่น หมายถึงสมองสามชั้นจะทำงานร่วมกันเต็มพิกัด ก่อให้เกิดจิตตื่นรู้ อันเป็นที่จิตสามารถมองเห็นโลกภายนอกภายในพร้อมกันอย่างแจ่มชัด ทรงพลัง และมีพลังขับเคลื่อนเตรียมพร้อมที่จะเขียนโลกใบใหม่ โดยเขียนโลกภายในใหม่ พร้อมกันการสังเกตที่โลกภายนอกนั้นจะค่อยๆ คลี่บานยักย้ายเปลี่ยนแปลงไปตามโลกภายในที่เขียนขึ้นใหม่ กล่าวคือ การศึกษาที่แท้จริง เป็นการศึกษาที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในตัวตน หรือในโลกภายในของผู้เรียน ซึ่งเมื่อโลกภายในเปลี่ยน โลกภายนอกก็จะแปรเปลี่ยนตามไปด้วยกัน

ถ้าเราเอา “ชุดความรู้แบบเก่า” เข้าไปจับ เราอาจจะพยายามถอดบทเรียนของครูชั้นเซียน ออกมาเป็นวิธีการสอน แล้วเอาไปให้ครูฝึกหัดลอกเลียนใช้กัน แต่แล้วมันจะออกมาไม่ได้ตามที่ครูชั้นเซียนเคยทำได้ เพราะนี่คือปัญญาปฏิบัติ หรือ ศิลปะ ซึ่งลอกเลียนจากภายนอกไม่ได้ ปัญญาปฏิบัติจะขึ้นต่อบริบทที่มีชีวิต ณ ขณะนั้นๆ ด้วย ความเข้าใจในกลุ่มคนที่เข้ามาเรียนรู้ร่วม บรรยากาศสภาพแวดล้อม ธรรมชาติแวดล้อม ดิน ฟ้า อากาศ ระบบนิเวศ ใจคนที่เข้าร่วม ภูมิหลัง ความเป็นมาของผู้เข้าร่วม การตื่นโพลง ความรับรู้อันแหลมคมเป็นพิเศษของครูชั้นเซียนคนนั้น ทั้งหมดทั้งสิ้น

นี่คือความหมายที่แท้จริงของปัญญาปฏิบัติ วิธีการสอนไม่ตายตัว หากแต่ไหลเลื่อน เคลื่อนที่ เปลี่ยนแปลง เชื่อมโยง ตลอดเวลา

สเตฟานี เพจ มาร์แชล (Stephanie Pace Marshall) หนึ่งในนักการศึกษาคนแรกๆ ที่พยายามหันเหระบบการศึกษาให้กลับมาใช้อุปไมยอุปมาของระบบชีวิต ได้กล่าวถึงมิติวิธีการสอนในระดับชุมชน โดยได้พัฒนาแนวคิด การสร้างสรรค์ “ชุมชนแห่งการเรียนรู้อย่างก่อเกิด” เอาไว้อย่างน่าฟังในหนังสือ The Power to Transform : Leadership that brings learning and schooling to life (2006) โดยเธอได้กล่าวว่า

“ชุมชนการเรียนรู้อย่างก่อเกิดย่อมจะ

1.เชื้อเชิญ พัฒนา และหล่อเลี้ยงศักยภาพอันมีอยู่อย่างหลากหลายในตัวเด็ก ในการสร้างความหมาย บูรณาการ สำรวจ ค้นพบ ประดิษฐ์ สร้างสรรค์ และก่อให้เกิดปัญญา

2.เชื่อมโยงเด็กกลับไปสู่โลกแห่งธรรมชาติ ชุมชน และครอบครัวของมนุษยชาติอีกครั้ง เช่นเดียวกับการเชื่อมโยงกลับไปสู่เอกภาพ องค์รวม การอิงอาศัยกันและกัน ความหลากหลาย ความสดใหม่ ตลอดจนการสรรค์สร้างของระบบชีวิตอันปราศจากขอบเขตจำกัด

3.ให้เด็กได้กลับไปหมั้นหมายกับความร่ำรวยของชีวิตด้านใน อันได้แก่ อารมณ์ความรู้สึก ญาณทัศนะ จินตนาการ ความรัก ประสบการณ์ และจิตวิญญาณ เพื่อนำไปเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้

4.หล่อเลี้ยงศักยภาพในเด็กแต่ละคน เพื่อให้สามารถพัฒนาคุณภาพขึ้นมาในชีวิตของตัวเอง อย่างชาญฉลาด และ “ร่วม” ก่อร่างสร้างอนาคตแห่งมนุษยชาติ ด้วยการพัฒนาศักยะแห่งการเผยออก หรือความสามารถในการสืบค้นความหมายจากแบบแผนต่างๆ การคิดเชิงระบบ การมองการณ์ไกล และสามารถกระทำการด้วยฐานแห่งจริยธรรม”

แล้วสำหรับวิธีการสอน หรือกระบวนการเขียนโลกใบใหม่ระดับสังคม เธอได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า

“ไม่มีช่วงเวลาไหนสำคัญเท่าช่วงเวลานี้อีกแล้ว ที่เราจะต้องปรับเปลี่ยนการรับรู้ใหม่ และออกแบบระบบโรงเรียนใหม่ ให้เป็นที่ซึ่งจิตใจ หัวใจ และจิตวิญญาณของเด็ก ตลอดจนอนาคตของมนุษยชาติจะได้รับการหล่อเลี้ยงให้เจริญงอกงาม อนาคตของมนุษยชาติจะถูกกำหนดขึ้นด้วยจิตของเด็ก ตลอดจนคุณภาพแห่งการดำรงอยู่บนพื้นพิภพของพวกเขาเหล่านั้น นี่คือเวลาแห่งการปรับเปลี่ยน เคลื่อนย้ายออกจากกระบวนทัศน์แบบลดทอน สั่งการ และการทำอะไรให้เป็นมาตรฐานเดียวกันของระบบโรงเรียน นี่เป็นเวลาที่เหมาะที่สุดแล้วที่เราจะสรรค์สร้างการเรียนรู้และระบบโรงเรียนอย่างก่อเกิด ซึ่งสนับสนุนเกื้อกูลชีวิต และเป็นเรื่องราวของเด็กเฉพาะแต่ละคนที่จะได้รับการปลุกเร้าให้เกิดจิตใจอันมีองค์รวม สุขภาวะ สั่นไหวด้วยคลื่นพลังอย่างกระตือรือร้น และกอปรไปด้วยปัญญา อันเป็นปัญญาที่จะหาหนทางอันเป็นธรรมชาติของตัวเอง ในการที่จะสร้างสรรค์อนาคตของมนุษยชาติอย่างยั่งยืน

“ฉะนั้น การเล่าเรื่องเสียใหม่เช่นนี้ จะกลายมาเป็นแผนที่นำทางอย่างใหม่ให้แก่เรา”

โดย วิศิษฐ์ วังวิญญู แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)

ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันเสาร์ที่ 17 มกราคม 2552 คอลัมน์กระแสทรรศน์

Tags: , ,
24
ก.พ.

เสริมสร้างพลังสุขภาพจิต ก้าวผ่านวิกฤตสู่โอกาส

Posted under Happy life No Comments

สังคมไทยและคนไทยต่างต้องเผชิญสถานการณ์วิกฤตต่างๆ อยู่ตลอดเวลา ทั้งวิกฤตในชีวิตส่วนตัว และวิกฤตที่เป็นผลพวงจากปัจจัยภายนอก

ในปี 2552 นี้ มีการคาดการณ์ว่าวิกฤตเศรษฐกิจจะรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากว่าเป็นวิกฤตการเงินที่เกิดขึ้นทั้งในภาคการเงินและภาคการผลิตทำให้มีผลต่อการจ้างงาน ขณะเดียวกันปัญหาความขัดแย้งทางความคิด เช่น ความขัดแย้งทางการเมือง ก็จะเป็นความกดดันอีกด้านหนึ่งที่มีโอกาสจะเข้ามากระทบกับภาวะอารมณ์และจิตใจของคนไทย ทั้งในระดับตัวบุคคล ระดับครอบครัว ในที่ทำงาน และสังคมทั่วไปในวงกว้าง

ดังนั้น จึงคาดว่าวิกฤตต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในปี 2552 จะรุมเร้าและส่งผลกระทบต่อคนจำนวนมากและครอบคลุมคนทุกกลุ่มในสังคมมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540

ในภาวะเสี่ยงเช่นนี้ กรมสุขภาพจิตจึงเสนอแนวทางพร้อมทั้งเครื่องมือหรือเทคโนโลยีทางสุขภาพจิต เพื่อรองรับดูแลช่วยเหลือประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ เรียกว่า “แนวทางการเสริมสร้างพลังสุขภาพจิต”

แนวทางการสร้างพลังสุขจิตเพื่อรับมือภาวะวิกฤต

เป็นแนวทางพร้อมทั้งเครื่องมือหรือเทคโนโลยีทางสุขภาพจิตที่บุคลากรของกรมสุขภาพจิตจะใช้แนะนำกลุ่มประชาชนที่เผชิญปัญหาวิกฤต ผู้ได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจในระดับที่เรียกว่า “มีปัญหาหาแต่ยังพอทรงตัวอยู่ได้” เช่น ผู้ที่ตกงานและอยู่ในภาวะเครียดหรือกดดัน รวมทั้งผู้ที่ต้องการจะพัฒนาตนเองเพื่อให้ผ่านพ้นอุปสรรคได้ ควรใช้แนวทางปฏิบัติตัว “ปรับ 4 เติม 3″

ปรับ 4 เติม 3 เป็นสูตรหรือแนวทางที่นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญทางสุขภาพจิตรับรองว่าเป็นแนวทางที่ครอบคลุมและสามารถปรับใช้ได้กับภาวะวิกฤตหรือความกดดันจากสาเหตุต่างๆ ได้ทุกสาเหตุ

ปรับ 4

1.ปรับอารมณ์ : ให้มีสติ ไม่ท้อแท้ โกรธตัวเองหรือผู้อื่น ไม่ใช้อารมณ์แก้ปัญหา และให้อภัยกัน

2.ปรับความคิด : มองด้านดี ใช้เหตุผลข้อเท็จจริงให้มากขึ้น ค้นหาด้านดีของอีกฝ่าย ทำให้เกิดความร่วมแรงร่วมใจมากขึ้น

3.ปรับการกระทำเลือกวิธีการสื่อสารที่เหมาะสม เช่น ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้

4.ปรับเป้าหมาย : รู้จักยืดหยุ่น ไม่ยึดมั่นถือมั่นกับเป้าหมายเดิม และการดำเนินชีวิต ให้เหมาะกับสถานการณ์ มองความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติ

เติม 3

1.เติมศรัทธา : เชื่อมั่นว่าทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เชื่อว่าชีวิตมีความหวัง มีคุณค่าชีวิตย่อมมีอุปสรรคเป็นธรรมดา

2.เติมมิตร : มีคนที่ไว้ใจไว้ขอคำปรึกษา พูดคุยหาทางออก

3.เติมจิตใจให้กว้าง : รับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง ทำให้มีข้อมูลเพิ่ม มองอะไรรอบด้านมากขึ้น เห็นความลำบากและปัญหาของคนอื่น

ข้อแนะนำเกี่ยวกับการฝึกตนเอง

สู่การเป็นคนที่มีพลังสุขภาพจิตดีสำหรับผู้ใหญ่

-สร้างความผูกพันและสัมพันธ์ที่ดี กับเพื่อน ครอบครัว ญาติพี่น้อง คนที่สามารถรับฟังปัญหาความคับข้องใจและให้ความช่วยเหลือคุณได้ “ความรู้สึกเชื่อมโยง มีสายใยผูกพันกับใครหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยเราได้เมื่อเราเจอปัญหาสำคัญในชีวิต”

-ใช้อารมณ์ขันและเสียงหัวเราะ คิดว่าในวิกฤตนี้มีอะไรที่น่าขำอยู่บ้าง แต่ถ้าไม่มีเลย ลองหันไปดูหนังหรืออ่านหนังสือการ์ตูนตลกๆ ที่ทำให้คุณหัวเราะได้

-เรียนรู้จากประสบการณ์ ทบทวนว่าคุณเคยเจอปัญหานี้มาก่อนหรือไม่และคุณเคยจัดการอย่างไรและอย่าทำซ้ำในสิ่งที่ไม่ได้ผลในครั้งก่อน

-มีความหวังและมองโลกในแง่ดี เมื่อคุณกอบกู้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วไม่ได้ ให้มองไปข้างหน้าและในแต่ละวันให้คิดว่าวันนี้มีอะไรดีขึ้นบ้าง แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยก็ตาม

-ดูแลตัวเองทั้งด้านสุขภาพ ร่างกาย และอารมณ์ ทำงานอดิเรกที่ชอบออกกำลัง และนอนพักผ่อนให้มากๆ รวมทั้งรับประทานอาหารที่มีประโยชน์

-ยอมรับการเปลี่ยนแปลง พยายามยืดหยุ่นเข้าไปไว้ อย่ายึดมั่นกับเรื่องจุกจิกเล็กน้อยที่จะกวนใจ เช่น หากมีคนมาช้าในการนัดหมายที่ไม่สำคัญมาก็ไม่ควรจริงจังถึงขั้นจะคลาดเวลาเลยไม่ได้ การเป็นคนตรงจนเกินไปจะเพิ่มความเครียด ความกังวล และปรับตัวยากเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่ค่อยแน่นอน

-กำหนดเป้าหมายรายวันและทำเพื่อเป้าหมายนั้นแม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย การกำหนดสิ่งที่ตั้งใจจะทำให้สำเร็จในวันหนึ่งๆ และทำให้ได้ จะทำให้รู้สึกว่าประสบความสำเร็จและรู้สึกดีกับตัวเองทุกวัน

-ลงมือทำ เมื่อมีปัญหาให้คิดและวางแผนว่าจะทำอะไรถึงจะแก้ไขได้ และลงมือทำ

-เรียนรู้สิ่งใหม่เกี่ยวกับตัวเอง ย้อนมองตัวเองในอดีตและคิดว่าเดี๋ยวนี้คุณเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร คุณอาจจะรู้สึกชื่นชอบตัวเองในมุมใหม่ๆ เช่น หลังจากตกงานกลายเป็นคนที่ทำกับข้าวเก่งขึ้น เป็นต้น

-คิดถึงตัวเองในแง่ที่ดีขึ้น ภูมิใจในตัวเองว่าสามารถทำสิ่งต่างๆ มากมาย และมีคุณสมบัติหลายอย่างที่น่าชื่นชม

-มองโลกให้กว้างไกล คิดถึงเรื่องของตัวเองเทียบกับสถานการณ์ในสังคมและของโลก

การเพิ่มพลังสุขภาพจิต

ด้านความ “ฮึด” หรือ “มีกำลังใจ”

ความฮึด หรือ กำลังใจ มีที่มาจากสองด้าน คือ

จากภายในตัวเอง คือ การที่เป็นคนมุ่งมั่น ไม่ยอมแพ้ มีพลังใจที่จะต่อสู้ มองเห็นคุณค่าของตัวเองและของครอบครัว มีความเชื่อว่าเหตุการณ์นี้ต้องผ่านพ้นไปเหมือนครั้งก่อนๆ ที่มีปัญหาเช่นเดียวกัน

จากปัจจัยภายนอก เช่น มีคนรักมีครอบครัว มีเพื่อน หรือ หน่วยงานที่ให้การช่วยเหลือ เช่น มีการพูดคุยระบายความทุกข์กับคนที่รักและห่วงใย การได้รับข้อคิดสอนในและคำปลุกปลอมใจจากคนที่หวังดี การที่มีผู้รู้ช่วยชี้แนวทาง เหล่านี้จะช่วยเพิ่มเติมความหวังและกำลังให้มากขึ้น แทนที่จะท้อแท้และยอมแพ้ต่อชะตาชีวิตง่ายๆ

การฝึกคิดเชิงบวก และการรู้จักพูดคุย แบ่งปันความทุกข์ความสุขกับคนที่รักและไว้ใจ จะช่วยให้คนไทยเราเป็นคนมีกำลังใจ มีแรงใจที่จะ “ฮึด” ขึ้นมาสู้กับปัญหาได้เป็นอย่างดี

โดย กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข

ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน หน้ากระแสทรรศน์ วันเสาร์ที่ 24 มกราคม 2552

Tags: , , ,
23
ก.พ.

ครูแบบใดที่เยาวชนไทยต้องการ โดย แสงจันทร์ เมธาตระกูล องค์การแพธ

Posted under Happy life 1 Comment

CB104936“สนุกมาก เด็กให้ความร่วมมือดีมาก เขาอยากเรียน

“นักเรียนกล้าพูด กล้าซักถาม บางครั้งถามคำถามที่เราคิดไม่ถึง เขามีความอยากรู้อยากเห็นมาก

“มีนักเรียนมาถามว่าสอนให้เข้าใจตัวเอง ก็เป็นวิชาเพศศึกษาหรือ เพราะเขาคิดว่าเพศศึกษาคือการสอนเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์

“ทำให้ค้นพบว่าเด็กบางคนถูกทำให้รู้สึกว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องไกลตัว ไม่เกี่ยวกับตัวเขา อาจเป็นเพราะถูกบอกว่าไม่ควรสนใจหรือใส่ใจเรื่องนี้ ทั้งๆ ที่มันเป็นพัฒนาการของช่วงวัยนี้”

เสียงสะท้อนเหล่านี้คือคำตอบของ “นักศึกษาฝึกสอน” รายวิชา “เพศศึกษารอบด้าน” ภายใต้โครงการนำร่องผลิตครูเพศศึกษารุ่นแรก ของสาขาครุศาสตร์ ในมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) 10 แห่ง ได้แก่ เชียงราย ลำปาง พระนครศรีอยุธยา จันทรเกษม จอมบึง (ราชบุรี) กาญจนบุรี เพชรบุรี นครศรีธรรมราช ยะลา และอุบลราชธานี

นักศึกษารุ่นนี้ผ่านหลักสูตรการผลิตครู 5 ปี แล้วออกไปฝึกสอนรายวิชาเพศศึกษารอบด้าน ควบคู่กับวิชาเอก ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตั้งแต่เทอม 2/2550

โครงการดังกล่าว ซึ่ง มรภ.ดำเนินการกับองค์การแพธ มุ่งเน้นการผลิต “ครูใหม่” ที่มีทักษะการจัดกระบวนการเรียนรู้เพศศึกษารอบด้าน และสามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงระบบผลิตครูใน มรภ.40 แห่งทั่วประเทศ ที่ขยายจาก 4 ปี เป็น 5 ปี เพื่อพัฒนาให้ครูสามารถจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับยุคสมัย และเสนอเนื้อหาสาระที่ท้าทายและสอดคล้องกับความสนใจของผู้เรียน

การจัดการเรียนรู้ “เพศศึกษา” เป็นความจำเป็นสำหรับเยาวชนที่มีชีวิตอยู่ในยุคนี้ท่ามกลางกระแสความคิดเห็นขัดแย้งของผู้ใหญ่ที่มีต่อ “รูปแบบวิธีสอน” ว่าควรสั่งสอนเน้นย้ำโทษของการมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน

หรือในอีกทางเลือกหนึ่ง คือให้ข้อมูลและข้อเท็จจริงที่รอบด้านทั้งบวกและลบ แล้วให้โอกาสผู้เรียนคิดและเรียนรู้ด้วยตัวเองอย่างเป็นลำดับ

ในส่วนของ “เนื้อหา” โดยเฉพาะเรื่องการคุมกำเนิด การใช้ถุงยางอนามัย การทำแท้งในฝ่ายหนึ่งก็อาจจะสอนแค่ให้รู้จักแค่คำศัพท์และโทษหรือจุดอ่อนของการคุมกำเนิด

ทว่าในอีกทางเลือกหนึ่งคือ สอนให้เข้าใจถึงรายละเอียดอย่างชัดเจนและเพียงพอหากจำเป็นต้องใช้หรือกำลังเผชิญปัญหาก็สามารถเลือกใช้ได้จริง

โครงการนี้จึงมาถึงทางเลือกที่สำคัญที่จะสอนเพศศึกษาแก่เยาวชน ให้แตกต่างไปจากเดิมคือ สื่อสารเนื้อหาเรื่องเพศทุกเรื่องอย่างตรงไปตรงมา ถูกต้อง ชัดเจน สนุกสนานใกล้ตัว และสอดคล้องกับความสนใจของผู้เรียน โดยเชื่อมั่นว่าเยาวชนที่ผ่านการเรียนรู้ จะเลือกในสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ตัวเอง

โครงการจึงต้องการครูเพศศึกษาที่สามารถจัดการเรียนรู้ โดยคำนึงถึงความต้องการและความสนใจของผู้เรียนดังกล่าว

ที่ผ่านมาโครงการและ มรภ.ให้นักศึกษาครุศาสตร์ได้เรียนรายวิชาเพศศึกษารอบด้าน จำนวน 3 หน่วยกิต ซึ่งประกอบด้วยเนื้อหา 11 หน่วยการเรียนรู้ ครอบคลุมเรื่องเพศวิถี การพัฒนาเยาวชนเชิงบวก การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และการทำโครงงานสำรวจสถานการณ์และสภาพปัญหาเยาวชน รวมถึงการฝึกสอนเป็นเวลา 1 เทอม

ผลสำเร็จที่เกิดขึ้นคือ มีนักศึกษาสาขาครุศาสตร์ที่ผ่านหลักสูตร จำนวน 983 คน ได้ออกไปฝึกสอนรายวิชาเพศศึกษาควบคู่กับรายวิชาเอก ให้แก่นักเรียน 2 หมื่นกว่าคน

ผลการประเมินจากนักเรียนเหล่านั้นพบว่าการเรียนรู้เพศศึกษาเป็นประโยชน์มาก ได้แง่คิดต่อการดำเนินชีวิต และชอบเรียนวิชาดังกล่าว เนื่องจากครูมีวิธีการสอนที่สนุกสนาน ไม่เคร่งเครียด มีโอกาสซักถามในเรื่องที่นักเรียนสนใจ และรู้สึกกว่าครูเป็นเหมือนเพื่อนพี่ ที่สามารถซักถามหรือปรึกษาได้

การบรรจุรายวิชาเพศศึกษาไว้ในคณะครุศาสตร์ จึงเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเยาวชนไทย เพราะหากมี “ครู” ที่เข้าใจความเป็นวัยรุ่น เข้าใจวิถีชีวิตของวัยรุ่นทั้งในเรื่องเพศ สังคม ค่านิยม ก็จะทำให้ผู้เรียนที่เป็นวัยรุ่นไว้วางใจ กล้าเข้ามาหาครู

ขณะที่คนในสังคมกำลังทุ่มเททั้งครูและทรัพยากรเพื่อพัฒนาคุณภาพ “ด้านวิชาการ” ของนักเรียน ที่มีค่าเฉลี่ยคะแนนผลสัมฤทธิ์ในวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ต่ำกว่ามาตรฐาน แต่ทุกวันนี้เรายังขาดครูที่สอนด้านทักษะชีวิต ความเป็นมนุษย์ การอยู่ร่วมกับผู้อื่น โดยไม่ใช้อคติหรือทัศนคติที่ทำร้ายกันและกัน และสอนให้ผู้เรียนรู้จักตนเอง รวมถึงวิธีการค้นหาความรู้ด้วยตนเอง

ถ้ามีเยาวชนไม่ “เก่ง” มาก แต่สามารถใช้ชีวิตเป็น และรู้จักการใช้ชีวิต ก็น่าพอใจมิใช่หรือ

ที่มา วันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11270?มติชนรายวัน

?

??

?

? Tags: , ,
18
ก.พ.

มารยาทดี ๆ ที่ไม่ควรลืม

Posted under Happy life 2 Comments

มารยาทที่ดีเป็นอย่างไร?บ้างมาลองดูกันค่ะ ว่ามีอะไรบ้าง

1. การยืน : การแค่ยืนก็ต้องมีมารยาทกัน เช่น?ถ้าคุณยืนรอรถเมล์หรือยืนต่อคิว ก็ควรเป็นไปในลักษณะที่สุภาพ ยืนตามลำดับก่อนหลัง ขาชิดกันพอประมาณ ไม่เหลียวซ้ายแลขวาหรือแกว่งแขนไปมา เพราะอาจไปโดนคนอื่นที่เผอิญผ่านมาในช่วงรัศมีแขนของคุณเอาได้
?????????
แต่ถ้าคุณกำลังยืนคุยกับเพื่อน ๆ หรือยืนดูคอนเสิร์ตในงานต่าง ๆ ควรยืนในลักษณะที่ไม่ก่อความรำคาญหรือเกะกะขวางทางคนอื่นมากนัก และไม่ควรยืนบังหรือตะโกนโหวกเหวกข้ามหัวคนอื่น สำหรับกรณีที่ต้องยืนคุยกับผู้ใหญ่ ให้ยืนตรงเฉียงไปทางใดทางหนึ่ง ค้อมตัวเล็กน้อย ขาชิด มืออาจจะแนบลำตัวหรือประสานกันไว้ข้างหน้าก็ได้ หลีกเลี่ยงการยืนอกเชิด เท้าสะเอว หรือย่ำเท้าไปมา

06

(เพิ่มเติม…)

Tags: , ,