ก.พ.
ข้อเสนอนโยบายปฏิรูปการศึกษา ต่อรัฐบาลอภิสิทธิ์1 ผ่าน รมว.ศึกษา
ระบบการศึกษานับแต่อดีต ที่ศูนย์อำนาจส่วนกลางวางแผน และสั่งการบังคับใช้แบบแผนมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศนั้น มุ่งผลิตบุคลากรเพื่อรับใช้สังคมเมือง พาณิชยการ และอุตสาหกรรม โดยทั้งรู้อยู่ว่า ท้องถิ่นที่เป็นแหล่งป้อนกำลังคนนั้น ไม่มีตลาดแรงงานรองรับ ทำให้มีการอพยพทอดทิ้งถิ่นฐาน เนื้อหาสาระที่บรรจุลงในการศึกษาทั้งภาคบังคับ และการศึกษาต่อในระดับถัดมา ล้วนมุ่งสนองประโยชน์ของสังคมนอกชุมชนภูมิเดิม ที่จะได้รับอรรถประโยชน์อย่างเต็มที่จากผลผลิตการศึกษาระดับชาติ ทั้งที่ไถ่ถึงระดับปัญญาชน และที่หยุดเพียงขั้นใช้แรงงาน การสร้างงานในชุมชนเพื่อป้อนตลาดอุตสาหกรรมในเมืองใหญ่ และส่งออกสู่ตลาดโลกก็ยังเป็นแหล่งงานที่ไม่เพียงพอจะรองรับบุคลากรผู้เป็นผลผลิตจากระบบการศึกษาเก่าให้หวนคืนถิ่น จึงได้แต่อาศัยแรงงานเท่าที่มีในท้องถิ่น ผลิตชิ้นงานที่แบ่งตัดตอนมาเพียงบางส่วนเสี้ยวจากระบบการผลิตและจัดส่งในระดับสากล
เนื่องจากระบบการศึกษาที่เป็นอยู่ มิได้มุ่งผลิตบุคลากรให้สามารถคิด และสร้างสรรค์อรรถประโยชน์เต็มที่จากทรัพยากรท้องถิ่นที่มีทรัพยากรของสังคม ตลอดจนเวลาส่วนใหญ่ในวัยสำคัญของชีวิตปัจเจกชน จึงสูญเปล่าไปกับการศึกษาที่มิได้มุ่งสร้างความเจริญทางปัญญาของตัวบุคคล และการพัฒนาสังคมถิ่น หลายทศวรรษที่ผ่านมา มีการดำเนินงานเรื่องการปฏิรูปการศึกษาในหลายรูปแบบที่เปลี่ยนกลับไปมา หลักสูตรการศึกษาระดับต่างๆ ยืดหดลดขยายตามแต่อิทธิพลทางความคิดที่ครอบงำผู้มีอำนาจทางการศึกษาแต่ละยุค ผู้ล้วนกำหนด และสั่งการจากศูนย์อำนาจของประเทศโดยไม่ยึดตัวผู้ศึกษาเป็นศูนย์กลางจริงจังตามสำนวนคุ้นปากผู้ปฏิรูปการศึกษาระดับชาติ ทั้งที่เป้าหมายของการศึกษาควรมุ่งสร้างสัมฤทธิผลอันเป็นคุณต่อตัวผู้ศึกษาใฝ่หาความรู้ทุกวัย ในการศึกษาชั่วชีวิตที่ให้ผลต่อสังคมใกล้ตัวก่อนขยายผลออกไปเป็นคุณสู่สังคมวงกว้าง ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็แต่โดยการเคารพต่อความหลากหลายของท้องถิ่น และตัวปัจเจกชนผู้ศึกษาเป็นที่ตั้ง โดยไม่ถูกตีกรอบกวาดกว้างไปทั่วในระดับชาติโดยผู้อยู่นอกบริบทชีวิตประจำวันประจำถิ่น
ชุมชนท้องถิ่นสามารถกำหนด และควบคุมชะตากรรมของตน สร้างระบบการศึกษาที่เริ่มจากชุมชนท้องถิ่นเองเป็นจุดศูนย์กลาง มุ่งปลูกฝังภูมิปัญญา และวิชาชีพแก่บุคลากรผู้จะไม่ละทิ้งถิ่นหลังผ่านกระบวนการผลิตออกมา ขณะเดียวกับสามารถเชื่อมสัมพันธ์ความรู้ และความสามารถกับวิถีสังคมนอกชุมชนของตนได้ในวงกว้าง ปัญหาใดๆ ที่ปรากฏในสังคมล้วนคลี่คลายได้ด้วยการที่สมาชิกชุมชนมีส่วนร่วมแก้ไข ฉะนั้น การปฏิรูปการศึกษาจึงต้องเริ่มต้นจากสมาชิกชุมชน และตัวผู้ใฝ่การศึกษาร่วมกัน พิเคราะห์ความจำเป็น และความต้องการของท้องถิ่น ร่วมกันกำหนดเป้าหมาย ระบุปัญหา แสวงหาทรัพยากรทั้งหลายที่จำเป็น หรือที่มีอยู่ กำหนด และประเมินค่าทางเลือก วางแผนงานดำเนินการเพื่อมุ่งบรรลุเป้าหมายเหล่านั้น ตลอดจนหมั่นตรวจสอบประเมินผลเพื่อปรับปรุงกระบวนการอย่างไม่หยุดนิ่ง เพื่อให้สอดรับสัมพันธ์ได้กับระบบการศึกษา และวิถีชีวิตนอกชุมชน อีกทั้ง มุ่งปลูกฝังจริยธรรมในการสร้างภูมิอดกลั้นต่อความแตกต่าง เพื่อให้ผลผลิตการศึกษาจากท้องถิ่น สามารถเชื่อมประสานได้อย่างราบรื่นกับระบบสังคมภายนอก ทั้งระดับภาค ระดับประเทศ และสากล
ข้อเสนอนโยบายที่รัฐบาลพึงปฏิบัติเพื่อให้ชุมชนจัดการกลไก และทรัพยากรเพื่อส่งเสริมการศึกษา ดังนี้
1.รัฐต้องส่งเสริมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และองค์กรเอกชน จัดการศึกษาของตนเองให้สอดคล้องกับความต้องการ ครรลองประเพณี วัฒนธรรม และความจำเป็นทางเศรษฐกิจของชุมชนในอนาคต
2.การบริหาร และจัดสรรทรัพยากรเพื่อจัดการศึกษาในท้องถิ่น ต้องเกิดจากการมีส่วนร่วมจัดการของประชากรในชุมชนเพื่อสนองประโยชน์ของตน
3.คณะกรรมการจัดการศึกษามาจากการเลือกตั้งทั่วไปในท้องถิ่น บริหารงบประมาณการศึกษาที่จัดสรรจากองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น แต่อยู่ในการกำกับดูแลของคณะกรรมการตรวจสอบที่มาจากการเลือกตั้งทั่วไปในท้องถิ่น และเป็นอิสระจากฝ่ายบริหารส่วนท้องถิ่น
4.หลักสูตรการศึกษาที่กำหนดโดยคนในท้องถิ่นป้องกันปัญหาจากสมอง และแรงงานไหลออกสู่สังคมเมือง และระบบเศรษฐกิจถิ่นอื่น เพราะมุ่งสนองความต้องการ และสร้างความมั่นคงในสังคมชุมชน
5.มีคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาที่มาจากการเลือกตั้ง อยู่ในการกำกับดูแลของคณะกรรมการตรวจสอบ ทำหน้าที่หาทุน และความช่วยเหลือทางวิชาการเพิ่มเติมจากแหล่งภายนอก เฉพาะอย่างยิ่ง การศึกษาต่อเนื่องในระดับสูงกว่าการศึกษาท้องถิ่น
6.คณะกรรมการสถานศึกษามาจากการเลือกตั้งของประชากรในเขตบริการ ทำหน้าที่ว่าจ้างผู้บริหารการศึกษา อนุมัติแผนงาน หลักสูตร งบประมาณ รับเรื่องอุทธรณ์ ฯลฯ โดยต้องมีผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้แทนนักเรียนนักศึกษาได้รับเลือกตั้งอยู่ในทุกคณะกรรมการสถานศึกษา
7.การศึกษาไม่จำเป็นมีภาคบังคับ แต่ให้เป็นไปตามอัธยาศัย และส่งเสริมการศึกษาต่อเนื่องชั่วชีวิต เพื่อสนองประโยชน์ของปัจเจกบุคคล มุ่งให้ประสิทธิผลสอดคล้องกับเป้าหมายพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น
8.การศึกษาขั้นพื้นฐานที่ชุมชนท้องถิ่นจัดให้ ย่อมไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ซึ่งรวมทั้งอุปกรณ์เกี่ยวเนื่องอันจำเป็น อาหาร และการเดินทางหรือที่พัก
9.การศึกษาภาคบังคับใดๆ หากมี ต้องเกิดจากฉันทามติ และเป็นการใช้จ่ายทุนของชุมชน มุ่งสนองประโยชน์ท้องถิ่นในอนาคต อีกทั้ง เป็นคุณต่อปัจเจกผู้รับการศึกษา ถือเป็นการลงทุนเพิ่มค่าในทรัพยากรมนุษย์ของชุมชน โดยเฉพาะสาขาวิชาอันจำเป็นแก่ท้องถิ่น
10.การจัดการศึกษาเองจะกลั่นกรองวัฒนธรรมใหม่อันพึงรับ และประยุกต์เข้ากับพื้นภูมิปัญญาท้องถิ่น สกัดกั้นสิ่งแปลกปลอมอันมิพึงปรารถนาที่มากับการศึกษาอันเป็นผลของการวางแผน และสั่งการจากส่วนกลาง ซึ่งกวาดกว้างไปทั่วประเทศ จนก้าวข้ามความหลากหลายทางวัฒนธรรมท้องถิ่น
11.การศึกษาไม่พึงกีดกันแบ่งแยกเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ คนต่างด้าวทุกเพศวัยที่อาศัยร่วมแผ่นดินทั้งเป็นการชั่วคราว เฉพาะอย่างยิ่งผู้อยู่ถาวร พึงได้รับโอกาสการศึกษา เพื่อพัฒนาเป็นบุคลากรคุณภาพร่วมเพิ่มผลผลิตแก่สังคมที่หล่อหลอมจากหลากหลายวัฒนธรรม การละเลยกลุ่มบุคคลดังกล่าว เป็นการบ่มเพาะปัญหาด้วยการสั่งสมไว้แต่ผู้ร่วมสังคมไร้คุณภาพ หลังการผลักดันปัญญาชนอพยพต่างด้าว และผู้ลี้ภัยกลุ่มคุณภาพให้ประเทศพัฒนาแล้ว คัดเลือกรับไป
ที่มา วันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11278?มติชนรายวัน
Tags: การศึกษา, นโยบาย, สังคม, เยาวชน
24ก.พ.
ดีนะ