ส.ค.
เชาวน์ปัญญาและไอคิว
???????” ไอคิว “? หรือ ” เชาวน์ปัญญา ” นั้นมีความหมาย ที่ครอบคลุมรายละเอียดเกี่ยวกับความสามารถด้านต่างๆของบุคคลและเป็นองค์ประกอบที่สำคัญส่วนหนึ่งในหลายๆส่วนที่รวมกันเป็นบุคลิกภาพทั้งหมดหรือความเป็นตัวตนของบุคคลนั้นๆ?? เรามาร่วมกันค้นหาความหมายของเชาวน์ปัญญากันค่ะ
?????? เมื่อมีการพูดคำว่า? ” เชาวน์ปัญญาและไอคิว “ นั้นอาจจะเข้าใจว่าเป็นคำๆเดียวกัน? เรื่องนี้? อาจารย์สมทรง? สุวรรณเลิศ? นักจิตวิทยาคนแรกในประเทศไทยที่เป็นผู้บุกเบิกงานทางด้านจิตวิทยาคลินิกให้เป็นที่รู้จักในวงการจิตเวชศาสตร์ ท่านได้กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ในบทความทางวิชาการของท่านซึ่งต่อมาได้มีผู้นำเอาบทความเหล่านั้นมารวบรวมไว้ในหนังสือที่ระลึกเนื่องในงานเกษียณอายุราชการอาจารย์ สมทรง?? สุวรรณเลิศ ปี พ.ศ. 2537?? ซึ่งเห็นว่าให้ความรู้และความเข้าใจต่อเรื่องนี้เป็นอย่างดี และที่สำคัญเนื้อหาเหล่านี้กลับไม่ได้เก่าแก่หรือล้าสมัยไปตามกาลเวลา?? จึงนำมาเผยแพร่ดังนี้
?????? คำว่า? ” เชาวน์ปัญญา “? นั้นมีความหมาย ที่ครอบคลุมรายละเอียดเกี่ยวกับความสามารถด้านต่างๆของบุคคลและเป็นองค์ประกอบที่สำคัญส่วนหนึ่งในหลายๆส่วนที่รวมกันเป็นบุคลิกภาพทั้งหมดหรือความเป็นตัวตนของบุคคลนั้นเช่น เชาวน์ปัญญาในความหมายของการรับรู้ที่เน้นหนักในเรื่องความสามารถในการรับการศึกษาและการประกอบกิจกรรมต่างๆซึ่งได้แก่ความสามารถที่สำคัญ? เช่น
- ความสามารถในการเรียนรู้ เข้าใจโดยผ่านประสบการณ์ในการเรียนแและความสามารถในการรับรู้และรักษาความรู้ไว้ได้
- ความสามารถในการวิเคราะห์ เข้าใจเหตุผลและการกระทำกิจการต่างๆได้อย่างมีจุดมุ่งหมาย
- ความสามารถในการเข้าใจ แก้ไขปัญหาและกระทำกิจกรรมที่มีทั้งความยากง่ายและซับซ้อนได้อย่างรวดเร็วและไม่เสียกำลังงานมากนัก
- ความสามารถในการคิดอย่างมีเหตุผลและเข้าใจสถานการณ์ต่างๆที่มีลักษณะเป็นนามธรรมหรือสัญญลักษณ์ทั้งในด้านภาษา ท่าทาง รูปภาพ อาจเรียกความสามารถด้านนี้ว่าเป็นความสามารถในการคิดรวบยอด
- ความสามารถในด้านการจดจำ คงความจำไว้ได้ คิดทบทวน และใช้ประสบการณ์ที่มีอยู่ในการแก้ไขปัญหาหรือสถานการณ์ใหม่ๆที่ไม่เคยพบมาก่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ความสามารถเฉพาะทาง เช่น ด้านภาษา การคิดคำนวณ ศิลปะและเครื่องยนต์กลไก เป็นต้น
???? เชาน์ปัญญาในอีกความหมายหนึ่งเป็นเรื่องความสามารถในการปรับตัวทางสังคมซึ่งประกอบด้วย
- ความสามารถในการตอบสนองความต้องการของตนเองและปรับตัวต่อสถานการณ์และบุคคลต่างๆได้อย่างเหมาะสม
- ความสามารถในการรู้จักวิพากษ์วิจารณ์ตนเอง สามารถปรับปรุงและเรียนรู้การยับยั้งอารมณ์ในการโต้ตอบต่อสถานการณ์และบุคคล
- ความสามารถในการเข้าใจสังคม สิ่งแวดล้อมตลอดจนการติดต่อเกี่ยวข้องกับบุคคลอื่นๆ
???? ความสามารถทั้งสองด้านมีความเกี่ยวข้องกัน?? เมื่อเราพูดถึงเชาวน์ปัญญาเรามักจะหมายถึงความสามารถด้านต่างๆและรวมไปถึงการที่บุคคลใช้ความสามารถเหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งในด้านการเรียนรู้และการปรับตัวทางสังคมด้วย
????? ส่วนคำว่า ” ไอคิว, IQ ” นั้นย่อมาจากภาษาอังกฤษคำว่า Intelligence Quotient เป็นคำที่บอกถึงระดับความสามารถทางเชาวน์ปัญญาของบุคคลในช่วงระยะเวลาที่บุคคลนั้นได้รับการทดสอบว่าอยู่ในระดับสูงต่ำเพียงใด? จะเกี่ยวข้องกับคะแนนที่ได้รับจากการวัดหรือการทดสอบซึ่งแบบทดสอบแต่ละชนิดจะมีความหมายแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับลักษณะของแบบทดสอบนั้นๆ??? เช่น
การจัดจำแนกระดับเชาวน์ปัญญาจากแบบทดสอบของเวคสเลอร์ |
การจัดจำแนกระดับเชาวน์ปัญญาของแบบทดสอบของสแตนฟอร์ด? บิเนท์ |
||
ไอคิว |
ระดับเชาวน์ปัญญา |
ไอคิว |
ระดับเชาวน์ปัญญา |
130ขึ้นไป |
อัจฉริยะ |
140-169 |
อัจฉริยะ |
120-129 |
ฉลาดมาก |
120-139 |
ฉลาดมาก |
110-119 |
ค่อนข้างฉลาด |
110-119 |
ค่อนข้างฉลาด |
90-109 |
ฉลาดปานกลาง |
90-109 |
ฉลาดปานกลาง |
80-89 |
ปัญญาทึบ |
80-89 |
ปัญญาทึบ |
70-79 |
คาบเส้นปัญญาอ่อน |
79-79 |
คาบเส้นปัญญาทึบ |
ต่ำกว่า69 |
ปัญญาอ่อน |
30-69 |
ปัญญาอ่อน |
?????? จากสาระความรู้ที่อาจารย์สมทรง สุวรรณเลิศท่านได้เขียนไว้ในบทความทางวิชาการของท่านและผู้เขียนได้ยกมาแสดงไว้ในที่นี้นั้น? ผู้เขียนเห็นว่านอกจากจะเป็นประโยชน์ในแง่ของการให้ความรู้ในเรื่อง ” เชาวน์ปัญญาและไอคิว” แล้วน่าจะเป็นประโยชน์ในแง่ให้ความเข้าใจอีกด้วยว่าเชาวน์ปัญญาของบุคคลนั้นจะถูกจำแนกออกเป็นแต่ละด้านและจากการทดสอบ แม้ว่าจะรายงานผลออกมาเป็นค่าคะแนนที่เป็นผลรวมว่าจากแบบทดสอบพบว่า เด็กหรือผู้รับการทดสอบมีไอคิวเท่านั้นเท่านี้ก็ตาม? แต่สิ่งที่ควรพิจารณาในระดับลึกและไม่ด่วนตัดสินว่าเด็ก? โง่? ฉลาด? สมองทึบหรือปัญญาอ่อนตามผลการทดสอบคือควรได้พิจารณาจุดเด่น? จุดด้อยของเด็กไปในแต่และด้านซึ่งจะปรากฎในแบบทดสอบนั้นๆ แล้วหาช่องทางที่จะส่งเสริมหรือสนับสนุนให้เด็กได้แสดงออกถึงความสามารถด้านที่ถนัดขณะเดียวกันก็หาทางลดจุดด้อยของเด็กไปด้วย? น่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด? ทั้งยังพึงตระหนักว่าแบบทดสอบที่บอกถึงระดับเชาวน์ปัญญาหรือไอคิวของเด็กนั้นเป็นเพียงเครื่องมือชนิดหนึ่งซึ่งจะช่วยให้รู้จักเด็กหรือผู้รับการทดสอบในแง่มุมกว้างๆแต่ละด้านตามที่กล่าวมาข้างต้นเท่านั้น??
?????? หากผู้ที่เกี่ยวข้องกับเด็กมีความสนใจต้องการความรู้เรื่องนี้เพิ่มเติมสามารถปรึกษาหรือขอความรู้ได้จากจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาตามโรงพยาบาลของรัฐหรือเอกชนทุกแห่งหรือจะไปที่ศูนย์สุขวิทยาจิตที่ตั้งอยู่ตรงกันข้ามกับโรงพยาบาล???? รามาธิบดีก็ได้ค่ะ
?********************************************
ที่มาข้อมูล :?? สรวงธร นาวาผล เรียบเรียงจากหนังสือที่ระลึกเนื่องในงานเกษียณอายุ?? อาจารย์สมทรง? สุวรรณเลิศ? จัดทำโดยนางอัมพร? รัตนวิทย์? น.ส. พวงร้อย? วรกุล? น.ส. ขนิษฐา? สันติกุล?? นายวันชัย? ไชยสิทธ์? น.ส สุชีรา ภัทรายุตวรรตน์และน.ส.จุฑาทิพย์? วงษ์สุวรรณ??
Tags: การเลี้ยงดู, พัฒนาการเด็ก, สติปัญญา, เด็ก, เด็กดี
11ส.ค.
11ส.ค.
11ส.ค.
11ส.ค.
ทามจายสบายเลยจ่ะคุนงน้องทั้งหลายอ่านแล้วเข้าจัยมากนะค่ะ
11ส.ค.
อ่านแล้วเข้าใจง่ายขึ้น
:kiss:
11ส.ค.
พุทธปรัชญาเถรวาท
11ส.ค.
อัสสัตถะ
11ส.ค.
พุทธปรัชญาเถรวาทมีจุดกำเนิดมาจากพระพุทธศาสนา มีรากฐานมาจากศาสนาไม่สามารถแยกกันได้ ในทัศนะชาวอินเดีย ปรัชญา คือ ตัวความรู้ที่ตกผลึกผ่านการพิสูจน์ด้วยการปฏิบัติได้ผลจริงเพื่อเกิดการหลุดพ้น ดังนั้นพุทธปรัชญาเถรวาทเป็นที่ยอมรับกันมาก และโดดเด่นที่สุดในด้านหลักการและความสมเหตุสมผลขององค์ความรู้ เพื่อให้เห็นภาพอย่างชัดเจน ดังนี้ คือ
11ส.ค.
๑. หลีกเลี่ยงการโต้เถียงทางปรัชญา พระพุทธเจ้าไม่ใช่นักเก็งความจริง แต่จะพยายามอธิบายหลักคำสอนอย่างมีเหตุผล คัดค้านพวกที่เชื่อถือโชคลาง โดยย้ำที่คุณค่าความเพียรพยายาม และการลงมือปฏิบัติด้วยตนเองมากกว่า พุทธปรัชญาเถรวาทจึงมุ่งที่การหลุดพ้นจากความทุกข์ พระองค์จะปฏิเสธ และเงียบเฉย เมื่อถูกถามปัญหาเกี่ยวกับอภิปรัชญา
11ส.ค.
๒. พุทธปรัชญาเถรวาทไม่ใช่ทุนิยม ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นการมองโลกในแง่ร้าย เนื่องจากคำสอนที่ว่า โลกเต็มไปด้วยทุกข์ หน้าที่ของมนุษย์ คือ การถอนตนออกจากความทุกข์ ท่าทีแบบนี้เหมือนเป็นทุนิยมในเบื้องต้น แต่ก็แสดงหนทางหลุดพ้นจากทุกข์ จะกล่าวได้ว่า มีจุดเริ่มต้นเป็นแบบทุนิยม แต่จุดจบที่สุนิยม
11ส.ค.
๓. พุทธปรัชญาเถรวาทเป็นสัจนิยม พระพุทธเจ้าวิจารณ์ความเชื่องมงายตามคัมภีร์ที่สืบทอดมาตามประเพณี เช่น คัมภีร์พระเวท เป็นต้น ทรงเน้นที่ประสบการณ์จริงของชีวิต และไม่ยอมรับว่าจะมีสิ่งอะไรที่อยู่เหนือขอบเขตแห่งความพยายาม และความเข้าใจของมนุษย์
11ส.ค.
๔. พุทธปรัชญาเถรวาทเป็นแบบปฏิบัตินิยม เป็นสิ่งที่นำมาปฏิบัติได้ผลจริง ดังอริยสัจ ๔ ที่ชี้ตัวปัญหาพร้อมทั้งต้นตอและแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างได้ผลจริง
11ส.ค.
สรุปว่า พุทธปรัชญาเถรวาทปฏิเสธแนวคิดของปรัชญาอินเดียระบบเก่า ไม่ยอมรับความเชื่องมงาย แม้ในคำสอนของพระพุทธเจ้าเอง ถ้าไม่ได้ตรวจสอบให้ถูกต้อง ตามหลักเหตุผล ก็ไม่ยอมให้เชื่อ ทรงแสดงว่า ทุกอย่างเป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่ยอมรับว่าการบรรลุธรรมเพราะความเพียน ปฏิเสธระบบวรรณะ แต่ชี้ว่าคนจะดีหรือเลวมิใช่เพราะชาติวรรณะ แต่ดีหรือเลวเพราะการกระทำของตนเอง เป็นเงื่อนไขสำคัญ เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ถูกต้อง ตามหลักของศีล สมาธิ และปัญญา นั่เอง