Posts Tagged ‘การทำงาน’
เม.ย.
หน้าตาดีคือหลักประกันแห่งความสุข แต่…
รายงานที่ใช้ชื่อว่า “Beauty is the Promise of Happiness” หรือความสวยงามคือหลักประกันแห่งความสุข รวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างชายหญิงมากกว่า 25,000 คนใน 4 ประเทศ โดยเปรียบเทียบระดับความสุขกับลักษณะรูปร่างหน้าตาของแต่ละคน พบว่าคนที่อยู่ในกลุ่มดูดีหรือหน้าตาดีที่สุด 15% แรกจะมีระดับความสุขมากกว่าผู้ที่อยู่ในกลุ่มหน้าตาไม่ดีหรือดึงดูดใจน้อยที่สุดราว 10% แต่ก็มิได้หมายความว่าคนหน้าตาไม่ดีแล้วจะไม่มีความสุขแต่อย่างใด เพียงแต่คนหน้าตาดีกว่ามีแนวโน้มที่จะมีความสุขมากกว่าตามที่รายงานระบุไว้
คุณ Daniel Hamermesh และคุณ Jason Abrevaya นักเศรษฐศาสตร์ผู้จัดทำงานวิจัยชิ้นนี้ชี้ว่า จากการวิจัยที่เน้นพิจารณาปัจจัยด้านการเงินและการงานเป็นหลักพบว่า โดยเฉลี่ยคนหล่อคนสวยจะมีรายได้สูงกว่าคนที่ดูแล้วมีความดึงดูดใจน้อยกว่าราว 5% นอกจากนี้ยังมีโอกาสได้รับความสนใจจากคนรอบข้างมากกว่า ซึ่งรวมทั้งจากหัวหน้างาน คุณครู พี่เลี้ยง หรือแม้กระทั่งความสนใจจากเด็กๆ โดยนายจ้างบางบริษัทให้ความเห็นไว้ว่า สำหรับการสมัครงานในยุคสมัยนี้ คนมีความสามารถระดับธรรมดาแต่หน้าตาดี ดูจะมีภาษีกว่าคนฉลาดแต่ไร้ความดึงดูดใจ รายงานชี้ว่าคนหน้าตาดีกว่ายังมีโอกาสแต่งงานมีคู่ครองสูงกว่าอีกด้วย (เพิ่มเติม…)
Tags: การทำงาน, การอยู่ร่วมกัน, ความสุข, วิจัย, สังคมธ.ค.
เพื่อน 5 คน ที่คุณต้องการมากที่สุด ในที่ทำงาน
ปัจจุบันในขณะที่คนทำงานส่วนใหญ่ ใช้เวลาอยู่ในที่ทำงานมากกว่าที่บ้าน การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน จึงน่าจะเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะช่วยให้ชีวิตในที่ทำงานนั้นน่ารื่นรมย์ขึ้น หรืออย่างน้อยก็ดีกว่าที่เป็นอยู่ และยังอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ในการทำงานของแต่ละคนได้ด้วย โดยรายงานสำรวจของสำนักวิจัย Gallup ระบุว่าการมีเพื่อนใกล้ชิดในที่ทำงาน ช่วยเพิ่มความพึงพอใจให้แก่พนักงานหรือลูกจ้างได้เกือบ 50%
ใครๆ ก็อยากมีเพื่อนดีๆ สักคน คนเฒ่าคนแก่ตั้งแต่สมัยโบราณก็แนะนำว่า จะคบใครก็ดูให้ดีดี คบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผล นักเขียนอเมริกัน Tania Khadder มีคำแนะนำซึ่งตีพิมพ์อยู่ในเว๊บไซต์ Yahoo ว่า เพื่อน 5 คนในที่ทำงานที่อาจเป็นเสมือนบัณฑิตนำผลดีมาสู่เราๆ ท่านๆ นั้น มีใครกันบ้าง
Tags: การทำงาน, การอยู่ร่วมกัน, ความคิด, ความคิดสร้างสรรค์, ความร่วมมือ, เพื่อนก.พ.
“กล้าสอน” กระบวนการสอนที่แตกต่าง
หนึ่งในสามประเด็นเรื่อง “กล้าสอน” อันเป็นข้อสุดท้ายที่พาล์มเมอร์ (Parker J. Palmer) พูดถึง คือ “เรื่องของวิธีการสอน” หนึ่ง ตัวตนของครู หรือโลกภายในของครู สอง เรื่องขององค์ความรู้ และสาม จะพูดถึงประเด็นวิธีการสอน ซึ่งคิดว่าพาล์มเมอร์กำลังพูดถึง “วิถี” มากกว่า “วิธี” และที่จริงเรื่องวิธีการสอนก็ไม่ได้แยกออกไปจาก “ตัวตนของครูและองค์ความรู้” เลย แต่การพูดถึงวิธีการสอนต่างหากออกมา โดยกลับไปเชื่อมโยงกับทั้งสองประเด็นก่อนหน้าบ้างนั้น จะมีมิติใหม่ที่ทำให้เราสามารถเห็นและเข้าใจกระบวนการสอนแบบนี้มากขึ้น
พาล์มเมอร์ให้ความสำคัญกับการโอบกอดคู่ตรงกันข้าม หรือธรรมชาติที่มีขั้วสองอย่างที่ขัดแย้งกัน หากแต่สามารถดำรงอยู่ร่วมกันได้ ภาษาอังกฤษเรียกว่า paradox ซึ่งคนที่สนใจพุทธศาสนานิกายเซนจะคุ้นเคยกับ “นัยยะขัดแย้ง” เช่นนี้
ยกตัวอย่างในวิธีการสอนโดยโอบอุ้มเวทีการเรียนรู้ พาล์มเมอร์ใช้คำว่า “open but charged” คือ ผู้นำพาการเรียนรู้จะสร้างพื้นที่เปิด แต่ในขณะเดียวกันก็ charged ด้วย อาจจะแปลว่า เปิดเหมือนไม่เปิด แต่ก็ยังเปิดอยู่ และสร้างแรงกดดัน คือ เพิ่มแรงเพิ่มความเข้มข้นเข้าไปในวงเปิดนั้น
หรืออีกคำหนึ่งของพาล์มเมอร์ คือ “open but bound หรือ เปิดแต่ก็มีขอบเขต” นี่เป็นตัวอย่างของการนำแนวทางสองอย่างที่ฟังดูขัดแย้งกัน แต่นำมาวางคู่กัน อยู่ด้วยกัน
ปัญญาแห่งวิธีการสอนดังกล่าว เป็นปัญญาปฏิบัติ เป็นศิลปะ มิใช่เป็นสิ่งที่พอได้อ่านถ้อยคำอธิบายแล้ว แม้ไม่มีประสบการณ์มาเลย ก็ยังเอาไปทำได้ ไม่ใช่อย่างนั้นเด็ดขาด หากแต่จะต้องนำไปปฏิบัติ และอาจจะต้องเคยเห็นพื้นที่เปิดที่เต็มไปด้วยพลังอัดแน่นอย่างเข้มข้นมาก่อนด้วย การเรียนรู้แบบที่พาล์มเมอร์อยากให้เกิดในห้องเรียนนั้น
เขากล่าวว่าต้องการสร้างสิ่งแวดล้อมและบรรยากาศของการตื่นรู้อย่างไม่ธรรมดาให้เกิดขึ้น เมื่อได้บรรยากาศเช่นนั้นแล้ว นั่นแหละจึงจะเกิดการเรียนรู้อย่างไม่ธรรมดา อันเป็นการเรียนรู้ที่แท้จริง
ผู้เขียนคิดถึงการตื่นตัวพิเศษด้วยจิตตื่นโพลง ด้วยจิตตื่นรู้ ที่ไม่เพียงผ่อนคลายและปลอดภัย แต่มากกว่านั้น จะทำอย่างนั้นได้ ไม่มีทางเลยที่ครูจะไม่นำพาตัวตนเข้ามาเกี่ยวข้อง เกี่ยวพันอย่างทุ่มเททั้งตัว ตัวตนของครูต้องเข้ามา ต้องเปิดและอัดพลังเข้มข้นเข้ามาด้วย
ใน เวิลด์คาเฟ่ หนังสือเล่มหนึ่งของทีมเวิลด์คาเฟ่ ที่นำเสนอกระบวนการเรียนรู้แบบไดอะล็อค อย่างหนึ่ง จวนนิต้า บราวน์ (Juanita Brown)ใช้คำว่า “ทำซุปให้ข้น” ในวงการที่ศึกษาเรื่องสมองจะใช้คำว่า “Optimum Learning State” หรือ “สภาวะการเรียนรู้ที่ดีที่สุด” ซึ่ง แอนนา ไวส์ (Anna Wise) ได้กล่าวถึงไว้ในหนังสือของเธออัน เกี่ยวกับคลื่นสมอง
กล่าวคือใน “สภาวะการเรียนรู้ที่ดีที่สุด” นี้ คลื่นสมองจะทำงานพร้อมกันเต็มพิกัด ทุกคลื่น หมายถึงสมองสามชั้นจะทำงานร่วมกันเต็มพิกัด ก่อให้เกิดจิตตื่นรู้ อันเป็นที่จิตสามารถมองเห็นโลกภายนอกภายในพร้อมกันอย่างแจ่มชัด ทรงพลัง และมีพลังขับเคลื่อนเตรียมพร้อมที่จะเขียนโลกใบใหม่ โดยเขียนโลกภายในใหม่ พร้อมกันการสังเกตที่โลกภายนอกนั้นจะค่อยๆ คลี่บานยักย้ายเปลี่ยนแปลงไปตามโลกภายในที่เขียนขึ้นใหม่ กล่าวคือ การศึกษาที่แท้จริง เป็นการศึกษาที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในตัวตน หรือในโลกภายในของผู้เรียน ซึ่งเมื่อโลกภายในเปลี่ยน โลกภายนอกก็จะแปรเปลี่ยนตามไปด้วยกัน
ถ้าเราเอา “ชุดความรู้แบบเก่า” เข้าไปจับ เราอาจจะพยายามถอดบทเรียนของครูชั้นเซียน ออกมาเป็นวิธีการสอน แล้วเอาไปให้ครูฝึกหัดลอกเลียนใช้กัน แต่แล้วมันจะออกมาไม่ได้ตามที่ครูชั้นเซียนเคยทำได้ เพราะนี่คือปัญญาปฏิบัติ หรือ ศิลปะ ซึ่งลอกเลียนจากภายนอกไม่ได้ ปัญญาปฏิบัติจะขึ้นต่อบริบทที่มีชีวิต ณ ขณะนั้นๆ ด้วย ความเข้าใจในกลุ่มคนที่เข้ามาเรียนรู้ร่วม บรรยากาศสภาพแวดล้อม ธรรมชาติแวดล้อม ดิน ฟ้า อากาศ ระบบนิเวศ ใจคนที่เข้าร่วม ภูมิหลัง ความเป็นมาของผู้เข้าร่วม การตื่นโพลง ความรับรู้อันแหลมคมเป็นพิเศษของครูชั้นเซียนคนนั้น ทั้งหมดทั้งสิ้น
นี่คือความหมายที่แท้จริงของปัญญาปฏิบัติ วิธีการสอนไม่ตายตัว หากแต่ไหลเลื่อน เคลื่อนที่ เปลี่ยนแปลง เชื่อมโยง ตลอดเวลา
สเตฟานี เพจ มาร์แชล (Stephanie Pace Marshall) หนึ่งในนักการศึกษาคนแรกๆ ที่พยายามหันเหระบบการศึกษาให้กลับมาใช้อุปไมยอุปมาของระบบชีวิต ได้กล่าวถึงมิติวิธีการสอนในระดับชุมชน โดยได้พัฒนาแนวคิด การสร้างสรรค์ “ชุมชนแห่งการเรียนรู้อย่างก่อเกิด” เอาไว้อย่างน่าฟังในหนังสือ The Power to Transform : Leadership that brings learning and schooling to life (2006) โดยเธอได้กล่าวว่า
“ชุมชนการเรียนรู้อย่างก่อเกิดย่อมจะ
1.เชื้อเชิญ พัฒนา และหล่อเลี้ยงศักยภาพอันมีอยู่อย่างหลากหลายในตัวเด็ก ในการสร้างความหมาย บูรณาการ สำรวจ ค้นพบ ประดิษฐ์ สร้างสรรค์ และก่อให้เกิดปัญญา
2.เชื่อมโยงเด็กกลับไปสู่โลกแห่งธรรมชาติ ชุมชน และครอบครัวของมนุษยชาติอีกครั้ง เช่นเดียวกับการเชื่อมโยงกลับไปสู่เอกภาพ องค์รวม การอิงอาศัยกันและกัน ความหลากหลาย ความสดใหม่ ตลอดจนการสรรค์สร้างของระบบชีวิตอันปราศจากขอบเขตจำกัด
3.ให้เด็กได้กลับไปหมั้นหมายกับความร่ำรวยของชีวิตด้านใน อันได้แก่ อารมณ์ความรู้สึก ญาณทัศนะ จินตนาการ ความรัก ประสบการณ์ และจิตวิญญาณ เพื่อนำไปเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้
4.หล่อเลี้ยงศักยภาพในเด็กแต่ละคน เพื่อให้สามารถพัฒนาคุณภาพขึ้นมาในชีวิตของตัวเอง อย่างชาญฉลาด และ “ร่วม” ก่อร่างสร้างอนาคตแห่งมนุษยชาติ ด้วยการพัฒนาศักยะแห่งการเผยออก หรือความสามารถในการสืบค้นความหมายจากแบบแผนต่างๆ การคิดเชิงระบบ การมองการณ์ไกล และสามารถกระทำการด้วยฐานแห่งจริยธรรม”
แล้วสำหรับวิธีการสอน หรือกระบวนการเขียนโลกใบใหม่ระดับสังคม เธอได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า
“ไม่มีช่วงเวลาไหนสำคัญเท่าช่วงเวลานี้อีกแล้ว ที่เราจะต้องปรับเปลี่ยนการรับรู้ใหม่ และออกแบบระบบโรงเรียนใหม่ ให้เป็นที่ซึ่งจิตใจ หัวใจ และจิตวิญญาณของเด็ก ตลอดจนอนาคตของมนุษยชาติจะได้รับการหล่อเลี้ยงให้เจริญงอกงาม อนาคตของมนุษยชาติจะถูกกำหนดขึ้นด้วยจิตของเด็ก ตลอดจนคุณภาพแห่งการดำรงอยู่บนพื้นพิภพของพวกเขาเหล่านั้น นี่คือเวลาแห่งการปรับเปลี่ยน เคลื่อนย้ายออกจากกระบวนทัศน์แบบลดทอน สั่งการ และการทำอะไรให้เป็นมาตรฐานเดียวกันของระบบโรงเรียน นี่เป็นเวลาที่เหมาะที่สุดแล้วที่เราจะสรรค์สร้างการเรียนรู้และระบบโรงเรียนอย่างก่อเกิด ซึ่งสนับสนุนเกื้อกูลชีวิต และเป็นเรื่องราวของเด็กเฉพาะแต่ละคนที่จะได้รับการปลุกเร้าให้เกิดจิตใจอันมีองค์รวม สุขภาวะ สั่นไหวด้วยคลื่นพลังอย่างกระตือรือร้น และกอปรไปด้วยปัญญา อันเป็นปัญญาที่จะหาหนทางอันเป็นธรรมชาติของตัวเอง ในการที่จะสร้างสรรค์อนาคตของมนุษยชาติอย่างยั่งยืน
“ฉะนั้น การเล่าเรื่องเสียใหม่เช่นนี้ จะกลายมาเป็นแผนที่นำทางอย่างใหม่ให้แก่เรา”
โดย วิศิษฐ์ วังวิญญู แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)
ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันเสาร์ที่ 17 มกราคม 2552 คอลัมน์กระแสทรรศน์
Tags: การทำงาน, การศึกษา, เรียนรู้ก.พ.
?สมบูรณ์แบบในความเรียบง่าย? ผลงานทิ้งท้ายช่างภาพหญิงผู้กล้า
เดลิเมล์ – แม้ไม่ใช่สัตว์ที่ดุร้ายน่ากลัวที่สุดเท่าที่ผู้เชี่ยวชาญการถ่ายภาพสัตว์ป่าเคยถ่ายไว้ แต่ภาพแมวเหล่านี้เป็นบทพิสูจน์อย่างดีถึงฝีมือและความอดทนของสตรีที่อยู่เบื้องหลังกล้อง เจน เบอร์ตัน ช่างภาพธรรมชาติที่เสียชีวิตเมื่อสองปีที่แล้ว ภายหลังการต่อสู้กับโรคมะเร็งอย่างกล้าหาญ
???????
???????เจนและสามี คิม เทย์เลอร์ (และลูกชายอีกสองคน) รับแมวกว่า 60 ตัวมาเลี้ยงในบ้านที่เซอร์เรย์ อังกฤษ
???????
???????ด้วยสายตาที่ละเอียดอย่างเหลือเชื่อและความอดทนอย่างไม่หวั่นไหว บางครั้งเจนต้องนั่งเฝ้าถึงสี่ชั่วโมงเพื่อจับภาพอิริยาบทที่สมบูรณ์แบบที่สุดของสัตว์เลี้ยง รวมถึงต้องใช้ความกล้าหาญอย่างมากมายในการต่อสู้กับโรคร้ายภายในร่างกาย เจนถ่ายภาพสัตว์เลี้ยงแสนรักกับเพื่อนมีขน (เจ้าหมา กระรอก และกระต่าย) ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นยาต้านพิษชดเชยภารกิจสุดอันตรายในการถ่ายภาพสัตว์ป่าในพงไพร

???????
มิ.ย.
ความสุขในที่ทำงาน หาได้ง่าย ๆ 2
^V^? จัดลำดับความสำคัญของงานตามความยากง่าย
??????? เลือกทำงานงานที่ยากที่สุด หรือต้องใช้เวลามากเป็นอันดับแรก เพราะคุณอาจต้องใช้สมองหรือสมาธิมากกว่าปกติ และเมื่องานที่ยากที่สุดเสร็จลง คุณก็จะมีเวลาเหลือพอที่จะทำงานที่ยากน้อยกว่า หรืองานที่คั่งค้างอื่นๆ ให้เสร็จลงโดยใช้เวลาไม่มากนัก
^V^? หากมีปัญหาเกิดขึ้นในงานที่คุณรับผิดชอบ
???????? การกล่าวโทษตัวเองย่อมดีกว่าการหาข้ออ้างมากล่าวโทษผู้อื่น มันไม่ใช่เรื่องน่าอายหากจะยอมรับในความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ตรงกันข้าม จะทำให้คุณเป็นคนที่รู้จักรับผิดชอบ และผลลัพธ์อาจจะออกมาดีกว่าที่คุณคาดคิดไว้ได้ แต่ข้อสำคัญ คือ คุณจะต้องถือเอาความผิดพลาดในครั้งนั้นเป็นบทเรียน และระมัดระวังไม่ให้เกิดขึ้นอีก
^V^? หากมีความผิดพลาดโดยมีคุณเกี่ยวข้องกับความผิดพลาดนั้น
??????? จงอย่าปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความรู้สึกผิด ไม่มีใครที่จะทำผิดได้ตลอดเวลา และในขณะเดียวกันก็ไม่มีใครที่จะถูกได้เสมอไป เราต้องเรียนรู้ที่จะเป็นได้ทั้งสองอย่างในเวลาเดียวกัน อย่าให้ความรู้สึกผิดนั้นทำให้คุณขาดความมั่นใจที่จะทำงานหรือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ให้แก่ตนเองและองค์กร บอกตัวเองไว้เสมอว่าไม่เป็นไร ถ้าเรามีความตั้งใจที่ดีจริง ความผิดนั้นย่อมได้รับการอภัย
^V^? อย่าสร้างศัตรูในที่ทำงาน
???????? สิ่งสำคัญที่ควรระลึกไว้เสมอ ก็คือ อย่าสร้างศัตรูในที่ทำงาน เพราะหากมีบุคคลดังกล่าวขึ้นมาสัก 1 คน ย่อมเป็นเรื่องที่ไม่ดีกับตัวคุณเองเป็นแน่ เพราะฉะนั้นหากคุณยังไม่มีศัตรูและมั่นใจเช่นนั้น ก็จงรักษาความสัมพันธ์ที่ดีในที่ทำงานเอาไว้ เรียนรู้จิตวิทยาในการสร้างความสัมพันธ์กับบุคคลหลายระดับเอาไว้ เพื่อความสุข และความสบายใจของคุณเอง จดจำไว้เสมอว่าอย่าตั้งตนเป็นศัตรูกับใคร เมื่อรู้สึกว่าไม่พอใจหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมก็ให้มันจบลงแค่เรื่องงานและหาทางให้งานนั้นๆ สำเร็จลงได้ด้วยดี แต่อย่าปล่อยให้ความคิดที่ไม่ดีเกิดขึ้นกับตัวบุคคล
^V^?สุดท้าย ก่อนที่คุณจะกลับบ้าน
????????? ควรจัดโต๊ะทำงานให้เรียบร้อย เก็บเอกสารหรืองานต่างๆ เข้าที่ เหลือเพียงงานที่คุณต้องทำเป็นอย่างแรกในวันรุ่งขึ้นอยู่บนโต๊ะเท่านั้น จะช่วยให้คุณเริ่มงานในวันใหม่ได้เร็วยิ่งขึ้น และยังช่วยเตือนความจำด้วยว่า คุณมีงานอะไรสำคัญเร่งด่วนรออยู่
????????? เท่าที่กล่าวมา ก็เป็นวิธีที่จะทำให้คุณค้นหาความสุขในที่ทำงานได้อย่างง่าย ๆ และอย่าลืมว่า ไม่ควรหอบงานกลับไปทำที่บ้าน เพราะคุณจะไม่สามารถทำได้อย่างที่ตั้งใจไว้ และมันจะเป็นเครื่องหมายบ่งชี้ว่าคุณกำลังล้มเหลวในการจัดการแบ่งเวลาในการทำงาน ดั้งนั้น จงใช้เวลาทำงานในที่ทำงานอย่างมีความสุข และปล่อยให้บ้านเป็นสถานที่สำหรับการพักผ่อนอย่างแท้จริง เพื่อคุณจะได้มีพลังในการกลับมาทำงานในวันรุ่งขึ้นได้อย่างเต็มที่
