Posts Tagged ‘การศึกษา’
มิ.ย.
ปฏิรูปการศึกษารอบสอง (ตอนที่ 1)
??????????????? น่าสนใจถ้อยแถลงของเลขาธิการสภาการศึกษาแห่งชาติคนปัจจุบัน ที่จุดประกายความคิดเรื่องการปฏิรูปการศึกษารอบสองอีกครั้งหนึ่ง และกระแสสังคมก็ดูจะตอบรับแนวคิดดังกล่าวอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น มีข้อสรุปอย่างง่ายๆ ว่า การปฏิรูปการศึกษาที่ทำมาในรอบทศวรรษนี้ล้มเหลวไม่เป็นท่า ไม่เป็นไปตามเป้าหมายต่อการยกระดับมาตรฐานการศึกษาอย่างที่คาดหวังตั้งใจแท้จริง
??????????????? ล้มเหลวในเรื่องคุณภาพของการศึกษา ล้มเหลวในเรื่องความเสมอภาคทางการศึกษา ล้มเหลวในเรื่องจัดการทรัพยากรทางการศึกษา และล้มเหลวในเรื่องการวางแผนและการบริหารจัดการ
??????????????? สัมฤทธิผลที่ได้ออกมา คือคุณภาพของการเรียนของเด็กต่ำลง คุณภาพของการสอนของครูต่ำลง คุณภาพของโรงเรียนไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์การเรียนการสอน หลักสูตร ความพร้อมตามเกณฑ์มาตรฐานที่จะต้องมีตามความจำเป็นต่ำสุด (เพิ่มเติม…)
Tags: กฎหมาย, การศึกษา, นโยบาย, ปฏิรูป, ปฏิรูปการศึกษา, พ.ร.บ.การศึกษา, พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพ.ค.
จีนแหล่งอารยธรรมแห่งการศึกษา
ประเทศจีน ประเทศที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ที่สุดของทวีปเอเชียและจำนวนของประชากรที่มากติดอันดับโลก จีนเป็นแหล่งอารยธรรมความรู้ที่เก่าแก่แห่งหนึ่งบนพื้นพิภพนี้ ตำนานความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรจีนในยุคโบราณมีการกล่าวถึงอยู่ทุกยุคทุกสมัยในรูปของสิ่งก่อสร้าง อย่างกำแพงเมืองจีน หรือพระราชวังต้องห้าม และด้านของความรู้ศิลปะวิทยาการก็ยังคงดำรงอยู่มากระทั่งถึงยุคปัจจุบันโดยได้รับการพัฒนาศาสตร์โบราณต่างๆ ให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

?พูดถึงเรื่องของการศึกษา จีนนับเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีมหาวิทยาลัยมากที่สุด แสดงให้เห็นถึงความใฝ่รู้ของคนในชาติที่มีมาตั้งแต่โบราณ ศิลปะวิทยาการที่สอนล้วนประยุกต์มาจากต้นกำเนิดเดิมทั้งสิ้น ตัวอย่างและสิ่งที่แสดงให้เห็นเป็นหลักฐานอันหลงเหลืออยู่ ของประวัติศาสตร์ความรู้ที่มีมายาวนานนั้นคือ การแพทย์จีน การต่อเรือและ เดินเรือ การพิมพ์ และการคิดค้นกระดาษ (เพิ่มเติม…)
Tags: การศึกษา, สังคม, หนังสือ, เปิดบ้านอ่านหนังสือ, เมืองน่าอยู่, เรียนรู้เม.ย.
โลกในยุคทางด่วนสารสนเทศเป็นอย่างไร
??????? ขณะนี้โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของสภาพเสมือนจริง (Virtual Reality) ซึ่งเปรียบได้ว่าเป็นเขตแดนบุกเบิกของคริสต์ศตวรรษที่ ๒๑ เราจะพบว่า ประกอบด้วยถนนอิเล็กทรอนิกส์ที่ประกอบด้วยเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (Internet) ซึ่งมีทั้งนิวส์กรุ๊ป (Newsgroup) เวิลด์ไวด์เว็บ (World Wide Web) และบริการสารสนเทศต่างๆ รวมถึง
เครือข่ายคอมพิวเตอร์ของเอกชนอีกมากมาย คำว่า ทางด่วนสารสนเทศ นั้นมักใช้อ้างถึงระบบเชื่อมโยงทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ครอบคลุมทั่วโลก ในปัจจุบัน บางครั้งก็มีการใช้คำว่า โครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศของประเทศ (National Information Infrastructure) บางครั้งสื่อมวลชนก็ใช้คำว่า ไซเบอร์สเปซ (cyberspace) ในเขตแดนใหม่ที่กล่าวถึงนี้ มีกิจกรรมอีกหลายอย่างที่กำลังเปลี่ยนแปลงสังคมที่เราเคยรู้จักอยู่ทั้งในด้านบันเทิง การศึกษา ธุรกิจ ฯลฯ และมีปัญหาเกิดขึ้นตามมาอีกหลายอย่างที่จะต้องมีการแก้ไขกันต่อไป เช่น ในเรื่องการละเมิดกฎหมาย หรืออาชญากรรมที่กระทำผ่านไซเบอร์สเปซ
ในอนาคต กิจกรรมในชีวิตประจำวันแทบทุกอย่างของมนุษย์ทีอาศัยอยู่ในสังคมสมัยใหม่จะเกี่ยวข้องกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) และการประยุกต์ใช้วิชาการหุ่นยนต์ (robotics) ที่ว่าด้วยการใช้หุ่นยนต์ที่ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ ซึ่งทำงานโต้ตอบกันเป็นภาษาพูดของมนุษย์(human language interaction) การที่ต้องเรียนรู้ภาษาคอมพิวเตอร์ หรือวิธีการใช้คอมพิวเตอร์ที่ยุ่งยากซับซ้อนนั้นจะหมดไป รายการของงานที่คาดว่าจะมีการใช้คอมพิวเตอร์เป็นอย่างมากได้แก่

เม.ย.
สมองด้านความคิดสร้างสรรค์
ตอนนี้มีหนังสือขายดีเกี่ยวกับแนวคิด เรื่อง “A Whole New Mind” โดยนักวิเคราะห์ธุรกิจ ชื่อ Daniel Pink ผู้แสดงความเชื่อว่า นานปีมาแล้วที่สังคมตะวันตกให้ค่านิยมสูงเกินไป แก่คนกลุ่มที่ใช้สมองหนักไปทางซีกซ้าย หรือที่เรียกว่า “left-brainers” อย่างนักบัญชี นักเศรษฐศาสตร์ และนักกฏหมายทนายความ แต่เขาเห็นว่าสังคมกำลังเรียนรู้ ที่จะเห็นคุณค่าของคนกลุ่มที่ใช้สมองหนักไปทางซีกขวาหรือ “right-brainers” มากขึ้น
คนกลุ่ม”right-brainers” เป็นกลุ่มที่มีความคิดสร้างสรรค์ มีจินตนาการสูง อย่างผู้ที่ทำงานด้านศิลปะ นักดนตรี นักออกแบบ และนักเล่าเรื่องหรือนักประพันธ์ Daniel Pink เชื่อว่า การนำพลังความคิดของคนมาใช้ประโยชน์ให้เต็มที่ยิ่งขึ้น จะช่วยแก้ปัญหาต่างๆ และเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้นได้
ที่ผ่านมา การเลือกงานอาชีพที่ต้องใช้สมองซีกซ้าย ดูเหมือนจะช่วยให้มีโอกาสมากขึ้นที่จะประสพความสำเร็จ มีชีวิตมั่งคั่งไพบูลย์ มาตอนนี้ นักวิเคราะห์ธุรกิจ Daniel Pink กำลังพลิกกลับแนวคิดนี้

มี.ค.
ช่วงเวลาปิดเทอม
ปิดเทอมแวะเวียนมาอีกแล้ว? เด็กๆควรจะไปทำกิจกรรมอะไรกัน?? มีกิจกรรมดีๆมากมายที่นอกจากสนุกและให้ความรู้แล้ว ก็ยังได้ประสบการณ์ในวัยเด็กเพิ่มมากขึ้นอีกด้วยค่ะ
ลองมาดูกิจกรรมคร่าวๆ สำหรับเด็กกันค่ะ
???????
???????หนึ่ง – สำหรับพ่อแม่ทำงาน ก็เข้าใจได้ว่าช่วงปิดเทอมอาจไม่มีใครช่วยดูแลลูก จะปล่อยให้อยู่บ้านคนเดียวก็กระไรอยู่ ลองพูดคุยกับหัวหน้างานดูสิคะ ว่า ขอให้ลูกไปที่ทำงานของพ่อบ้าง สลับกับที่ทำงานของแม่ อย่าคิดว่าลูกเกะกะเวลาทำงานเลย เป็นการสอนให้ลูกได้รู้ด้วยว่าพ่อแม่ต้องทำงาน ทุกคนต้องมีหน้าที่ ลูกเองตอนนี้มีหน้าที่ต้องเรียนหนังสือ วันหนึ่งเมื่อสำเร็จการศึกษาก็ต้องมีหน้าที่การงาน ก็ต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่การงาน จะทำให้ลูกเข้าใจเราด้วยว่า พ่อแม่ต้องเหนื่อยในการทำงานหาเงิน เพื่อดูแลเขาและครอบครัว
????????? (เพิ่มเติม…)
ก.พ.
“กล้าสอน” กระบวนการสอนที่แตกต่าง
หนึ่งในสามประเด็นเรื่อง “กล้าสอน” อันเป็นข้อสุดท้ายที่พาล์มเมอร์ (Parker J. Palmer) พูดถึง คือ “เรื่องของวิธีการสอน” หนึ่ง ตัวตนของครู หรือโลกภายในของครู สอง เรื่องขององค์ความรู้ และสาม จะพูดถึงประเด็นวิธีการสอน ซึ่งคิดว่าพาล์มเมอร์กำลังพูดถึง “วิถี” มากกว่า “วิธี” และที่จริงเรื่องวิธีการสอนก็ไม่ได้แยกออกไปจาก “ตัวตนของครูและองค์ความรู้” เลย แต่การพูดถึงวิธีการสอนต่างหากออกมา โดยกลับไปเชื่อมโยงกับทั้งสองประเด็นก่อนหน้าบ้างนั้น จะมีมิติใหม่ที่ทำให้เราสามารถเห็นและเข้าใจกระบวนการสอนแบบนี้มากขึ้น
พาล์มเมอร์ให้ความสำคัญกับการโอบกอดคู่ตรงกันข้าม หรือธรรมชาติที่มีขั้วสองอย่างที่ขัดแย้งกัน หากแต่สามารถดำรงอยู่ร่วมกันได้ ภาษาอังกฤษเรียกว่า paradox ซึ่งคนที่สนใจพุทธศาสนานิกายเซนจะคุ้นเคยกับ “นัยยะขัดแย้ง” เช่นนี้
ยกตัวอย่างในวิธีการสอนโดยโอบอุ้มเวทีการเรียนรู้ พาล์มเมอร์ใช้คำว่า “open but charged” คือ ผู้นำพาการเรียนรู้จะสร้างพื้นที่เปิด แต่ในขณะเดียวกันก็ charged ด้วย อาจจะแปลว่า เปิดเหมือนไม่เปิด แต่ก็ยังเปิดอยู่ และสร้างแรงกดดัน คือ เพิ่มแรงเพิ่มความเข้มข้นเข้าไปในวงเปิดนั้น
หรืออีกคำหนึ่งของพาล์มเมอร์ คือ “open but bound หรือ เปิดแต่ก็มีขอบเขต” นี่เป็นตัวอย่างของการนำแนวทางสองอย่างที่ฟังดูขัดแย้งกัน แต่นำมาวางคู่กัน อยู่ด้วยกัน
ปัญญาแห่งวิธีการสอนดังกล่าว เป็นปัญญาปฏิบัติ เป็นศิลปะ มิใช่เป็นสิ่งที่พอได้อ่านถ้อยคำอธิบายแล้ว แม้ไม่มีประสบการณ์มาเลย ก็ยังเอาไปทำได้ ไม่ใช่อย่างนั้นเด็ดขาด หากแต่จะต้องนำไปปฏิบัติ และอาจจะต้องเคยเห็นพื้นที่เปิดที่เต็มไปด้วยพลังอัดแน่นอย่างเข้มข้นมาก่อนด้วย การเรียนรู้แบบที่พาล์มเมอร์อยากให้เกิดในห้องเรียนนั้น
เขากล่าวว่าต้องการสร้างสิ่งแวดล้อมและบรรยากาศของการตื่นรู้อย่างไม่ธรรมดาให้เกิดขึ้น เมื่อได้บรรยากาศเช่นนั้นแล้ว นั่นแหละจึงจะเกิดการเรียนรู้อย่างไม่ธรรมดา อันเป็นการเรียนรู้ที่แท้จริง
ผู้เขียนคิดถึงการตื่นตัวพิเศษด้วยจิตตื่นโพลง ด้วยจิตตื่นรู้ ที่ไม่เพียงผ่อนคลายและปลอดภัย แต่มากกว่านั้น จะทำอย่างนั้นได้ ไม่มีทางเลยที่ครูจะไม่นำพาตัวตนเข้ามาเกี่ยวข้อง เกี่ยวพันอย่างทุ่มเททั้งตัว ตัวตนของครูต้องเข้ามา ต้องเปิดและอัดพลังเข้มข้นเข้ามาด้วย
ใน เวิลด์คาเฟ่ หนังสือเล่มหนึ่งของทีมเวิลด์คาเฟ่ ที่นำเสนอกระบวนการเรียนรู้แบบไดอะล็อค อย่างหนึ่ง จวนนิต้า บราวน์ (Juanita Brown)ใช้คำว่า “ทำซุปให้ข้น” ในวงการที่ศึกษาเรื่องสมองจะใช้คำว่า “Optimum Learning State” หรือ “สภาวะการเรียนรู้ที่ดีที่สุด” ซึ่ง แอนนา ไวส์ (Anna Wise) ได้กล่าวถึงไว้ในหนังสือของเธออัน เกี่ยวกับคลื่นสมอง
กล่าวคือใน “สภาวะการเรียนรู้ที่ดีที่สุด” นี้ คลื่นสมองจะทำงานพร้อมกันเต็มพิกัด ทุกคลื่น หมายถึงสมองสามชั้นจะทำงานร่วมกันเต็มพิกัด ก่อให้เกิดจิตตื่นรู้ อันเป็นที่จิตสามารถมองเห็นโลกภายนอกภายในพร้อมกันอย่างแจ่มชัด ทรงพลัง และมีพลังขับเคลื่อนเตรียมพร้อมที่จะเขียนโลกใบใหม่ โดยเขียนโลกภายในใหม่ พร้อมกันการสังเกตที่โลกภายนอกนั้นจะค่อยๆ คลี่บานยักย้ายเปลี่ยนแปลงไปตามโลกภายในที่เขียนขึ้นใหม่ กล่าวคือ การศึกษาที่แท้จริง เป็นการศึกษาที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในตัวตน หรือในโลกภายในของผู้เรียน ซึ่งเมื่อโลกภายในเปลี่ยน โลกภายนอกก็จะแปรเปลี่ยนตามไปด้วยกัน
ถ้าเราเอา “ชุดความรู้แบบเก่า” เข้าไปจับ เราอาจจะพยายามถอดบทเรียนของครูชั้นเซียน ออกมาเป็นวิธีการสอน แล้วเอาไปให้ครูฝึกหัดลอกเลียนใช้กัน แต่แล้วมันจะออกมาไม่ได้ตามที่ครูชั้นเซียนเคยทำได้ เพราะนี่คือปัญญาปฏิบัติ หรือ ศิลปะ ซึ่งลอกเลียนจากภายนอกไม่ได้ ปัญญาปฏิบัติจะขึ้นต่อบริบทที่มีชีวิต ณ ขณะนั้นๆ ด้วย ความเข้าใจในกลุ่มคนที่เข้ามาเรียนรู้ร่วม บรรยากาศสภาพแวดล้อม ธรรมชาติแวดล้อม ดิน ฟ้า อากาศ ระบบนิเวศ ใจคนที่เข้าร่วม ภูมิหลัง ความเป็นมาของผู้เข้าร่วม การตื่นโพลง ความรับรู้อันแหลมคมเป็นพิเศษของครูชั้นเซียนคนนั้น ทั้งหมดทั้งสิ้น
นี่คือความหมายที่แท้จริงของปัญญาปฏิบัติ วิธีการสอนไม่ตายตัว หากแต่ไหลเลื่อน เคลื่อนที่ เปลี่ยนแปลง เชื่อมโยง ตลอดเวลา
สเตฟานี เพจ มาร์แชล (Stephanie Pace Marshall) หนึ่งในนักการศึกษาคนแรกๆ ที่พยายามหันเหระบบการศึกษาให้กลับมาใช้อุปไมยอุปมาของระบบชีวิต ได้กล่าวถึงมิติวิธีการสอนในระดับชุมชน โดยได้พัฒนาแนวคิด การสร้างสรรค์ “ชุมชนแห่งการเรียนรู้อย่างก่อเกิด” เอาไว้อย่างน่าฟังในหนังสือ The Power to Transform : Leadership that brings learning and schooling to life (2006) โดยเธอได้กล่าวว่า
“ชุมชนการเรียนรู้อย่างก่อเกิดย่อมจะ
1.เชื้อเชิญ พัฒนา และหล่อเลี้ยงศักยภาพอันมีอยู่อย่างหลากหลายในตัวเด็ก ในการสร้างความหมาย บูรณาการ สำรวจ ค้นพบ ประดิษฐ์ สร้างสรรค์ และก่อให้เกิดปัญญา
2.เชื่อมโยงเด็กกลับไปสู่โลกแห่งธรรมชาติ ชุมชน และครอบครัวของมนุษยชาติอีกครั้ง เช่นเดียวกับการเชื่อมโยงกลับไปสู่เอกภาพ องค์รวม การอิงอาศัยกันและกัน ความหลากหลาย ความสดใหม่ ตลอดจนการสรรค์สร้างของระบบชีวิตอันปราศจากขอบเขตจำกัด
3.ให้เด็กได้กลับไปหมั้นหมายกับความร่ำรวยของชีวิตด้านใน อันได้แก่ อารมณ์ความรู้สึก ญาณทัศนะ จินตนาการ ความรัก ประสบการณ์ และจิตวิญญาณ เพื่อนำไปเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้
4.หล่อเลี้ยงศักยภาพในเด็กแต่ละคน เพื่อให้สามารถพัฒนาคุณภาพขึ้นมาในชีวิตของตัวเอง อย่างชาญฉลาด และ “ร่วม” ก่อร่างสร้างอนาคตแห่งมนุษยชาติ ด้วยการพัฒนาศักยะแห่งการเผยออก หรือความสามารถในการสืบค้นความหมายจากแบบแผนต่างๆ การคิดเชิงระบบ การมองการณ์ไกล และสามารถกระทำการด้วยฐานแห่งจริยธรรม”
แล้วสำหรับวิธีการสอน หรือกระบวนการเขียนโลกใบใหม่ระดับสังคม เธอได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า
“ไม่มีช่วงเวลาไหนสำคัญเท่าช่วงเวลานี้อีกแล้ว ที่เราจะต้องปรับเปลี่ยนการรับรู้ใหม่ และออกแบบระบบโรงเรียนใหม่ ให้เป็นที่ซึ่งจิตใจ หัวใจ และจิตวิญญาณของเด็ก ตลอดจนอนาคตของมนุษยชาติจะได้รับการหล่อเลี้ยงให้เจริญงอกงาม อนาคตของมนุษยชาติจะถูกกำหนดขึ้นด้วยจิตของเด็ก ตลอดจนคุณภาพแห่งการดำรงอยู่บนพื้นพิภพของพวกเขาเหล่านั้น นี่คือเวลาแห่งการปรับเปลี่ยน เคลื่อนย้ายออกจากกระบวนทัศน์แบบลดทอน สั่งการ และการทำอะไรให้เป็นมาตรฐานเดียวกันของระบบโรงเรียน นี่เป็นเวลาที่เหมาะที่สุดแล้วที่เราจะสรรค์สร้างการเรียนรู้และระบบโรงเรียนอย่างก่อเกิด ซึ่งสนับสนุนเกื้อกูลชีวิต และเป็นเรื่องราวของเด็กเฉพาะแต่ละคนที่จะได้รับการปลุกเร้าให้เกิดจิตใจอันมีองค์รวม สุขภาวะ สั่นไหวด้วยคลื่นพลังอย่างกระตือรือร้น และกอปรไปด้วยปัญญา อันเป็นปัญญาที่จะหาหนทางอันเป็นธรรมชาติของตัวเอง ในการที่จะสร้างสรรค์อนาคตของมนุษยชาติอย่างยั่งยืน
“ฉะนั้น การเล่าเรื่องเสียใหม่เช่นนี้ จะกลายมาเป็นแผนที่นำทางอย่างใหม่ให้แก่เรา”
โดย วิศิษฐ์ วังวิญญู แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)
ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันเสาร์ที่ 17 มกราคม 2552 คอลัมน์กระแสทรรศน์
Tags: การทำงาน, การศึกษา, เรียนรู้ก.พ.
ข้อเสนอนโยบายปฏิรูปการศึกษา ต่อรัฐบาลอภิสิทธิ์1 ผ่าน รมว.ศึกษา
ระบบการศึกษานับแต่อดีต ที่ศูนย์อำนาจส่วนกลางวางแผน และสั่งการบังคับใช้แบบแผนมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศนั้น มุ่งผลิตบุคลากรเพื่อรับใช้สังคมเมือง พาณิชยการ และอุตสาหกรรม โดยทั้งรู้อยู่ว่า ท้องถิ่นที่เป็นแหล่งป้อนกำลังคนนั้น ไม่มีตลาดแรงงานรองรับ ทำให้มีการอพยพทอดทิ้งถิ่นฐาน เนื้อหาสาระที่บรรจุลงในการศึกษาทั้งภาคบังคับ และการศึกษาต่อในระดับถัดมา ล้วนมุ่งสนองประโยชน์ของสังคมนอกชุมชนภูมิเดิม ที่จะได้รับอรรถประโยชน์อย่างเต็มที่จากผลผลิตการศึกษาระดับชาติ ทั้งที่ไถ่ถึงระดับปัญญาชน และที่หยุดเพียงขั้นใช้แรงงาน การสร้างงานในชุมชนเพื่อป้อนตลาดอุตสาหกรรมในเมืองใหญ่ และส่งออกสู่ตลาดโลกก็ยังเป็นแหล่งงานที่ไม่เพียงพอจะรองรับบุคลากรผู้เป็นผลผลิตจากระบบการศึกษาเก่าให้หวนคืนถิ่น จึงได้แต่อาศัยแรงงานเท่าที่มีในท้องถิ่น ผลิตชิ้นงานที่แบ่งตัดตอนมาเพียงบางส่วนเสี้ยวจากระบบการผลิตและจัดส่งในระดับสากล
เนื่องจากระบบการศึกษาที่เป็นอยู่ มิได้มุ่งผลิตบุคลากรให้สามารถคิด และสร้างสรรค์อรรถประโยชน์เต็มที่จากทรัพยากรท้องถิ่นที่มีทรัพยากรของสังคม ตลอดจนเวลาส่วนใหญ่ในวัยสำคัญของชีวิตปัจเจกชน จึงสูญเปล่าไปกับการศึกษาที่มิได้มุ่งสร้างความเจริญทางปัญญาของตัวบุคคล และการพัฒนาสังคมถิ่น หลายทศวรรษที่ผ่านมา มีการดำเนินงานเรื่องการปฏิรูปการศึกษาในหลายรูปแบบที่เปลี่ยนกลับไปมา หลักสูตรการศึกษาระดับต่างๆ ยืดหดลดขยายตามแต่อิทธิพลทางความคิดที่ครอบงำผู้มีอำนาจทางการศึกษาแต่ละยุค ผู้ล้วนกำหนด และสั่งการจากศูนย์อำนาจของประเทศโดยไม่ยึดตัวผู้ศึกษาเป็นศูนย์กลางจริงจังตามสำนวนคุ้นปากผู้ปฏิรูปการศึกษาระดับชาติ ทั้งที่เป้าหมายของการศึกษาควรมุ่งสร้างสัมฤทธิผลอันเป็นคุณต่อตัวผู้ศึกษาใฝ่หาความรู้ทุกวัย ในการศึกษาชั่วชีวิตที่ให้ผลต่อสังคมใกล้ตัวก่อนขยายผลออกไปเป็นคุณสู่สังคมวงกว้าง ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็แต่โดยการเคารพต่อความหลากหลายของท้องถิ่น และตัวปัจเจกชนผู้ศึกษาเป็นที่ตั้ง โดยไม่ถูกตีกรอบกวาดกว้างไปทั่วในระดับชาติโดยผู้อยู่นอกบริบทชีวิตประจำวันประจำถิ่น
ชุมชนท้องถิ่นสามารถกำหนด และควบคุมชะตากรรมของตน สร้างระบบการศึกษาที่เริ่มจากชุมชนท้องถิ่นเองเป็นจุดศูนย์กลาง มุ่งปลูกฝังภูมิปัญญา และวิชาชีพแก่บุคลากรผู้จะไม่ละทิ้งถิ่นหลังผ่านกระบวนการผลิตออกมา ขณะเดียวกับสามารถเชื่อมสัมพันธ์ความรู้ และความสามารถกับวิถีสังคมนอกชุมชนของตนได้ในวงกว้าง ปัญหาใดๆ ที่ปรากฏในสังคมล้วนคลี่คลายได้ด้วยการที่สมาชิกชุมชนมีส่วนร่วมแก้ไข ฉะนั้น การปฏิรูปการศึกษาจึงต้องเริ่มต้นจากสมาชิกชุมชน และตัวผู้ใฝ่การศึกษาร่วมกัน พิเคราะห์ความจำเป็น และความต้องการของท้องถิ่น ร่วมกันกำหนดเป้าหมาย ระบุปัญหา แสวงหาทรัพยากรทั้งหลายที่จำเป็น หรือที่มีอยู่ กำหนด และประเมินค่าทางเลือก วางแผนงานดำเนินการเพื่อมุ่งบรรลุเป้าหมายเหล่านั้น ตลอดจนหมั่นตรวจสอบประเมินผลเพื่อปรับปรุงกระบวนการอย่างไม่หยุดนิ่ง เพื่อให้สอดรับสัมพันธ์ได้กับระบบการศึกษา และวิถีชีวิตนอกชุมชน อีกทั้ง มุ่งปลูกฝังจริยธรรมในการสร้างภูมิอดกลั้นต่อความแตกต่าง เพื่อให้ผลผลิตการศึกษาจากท้องถิ่น สามารถเชื่อมประสานได้อย่างราบรื่นกับระบบสังคมภายนอก ทั้งระดับภาค ระดับประเทศ และสากล
ข้อเสนอนโยบายที่รัฐบาลพึงปฏิบัติเพื่อให้ชุมชนจัดการกลไก และทรัพยากรเพื่อส่งเสริมการศึกษา ดังนี้
1.รัฐต้องส่งเสริมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และองค์กรเอกชน จัดการศึกษาของตนเองให้สอดคล้องกับความต้องการ ครรลองประเพณี วัฒนธรรม และความจำเป็นทางเศรษฐกิจของชุมชนในอนาคต
2.การบริหาร และจัดสรรทรัพยากรเพื่อจัดการศึกษาในท้องถิ่น ต้องเกิดจากการมีส่วนร่วมจัดการของประชากรในชุมชนเพื่อสนองประโยชน์ของตน
3.คณะกรรมการจัดการศึกษามาจากการเลือกตั้งทั่วไปในท้องถิ่น บริหารงบประมาณการศึกษาที่จัดสรรจากองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น แต่อยู่ในการกำกับดูแลของคณะกรรมการตรวจสอบที่มาจากการเลือกตั้งทั่วไปในท้องถิ่น และเป็นอิสระจากฝ่ายบริหารส่วนท้องถิ่น
4.หลักสูตรการศึกษาที่กำหนดโดยคนในท้องถิ่นป้องกันปัญหาจากสมอง และแรงงานไหลออกสู่สังคมเมือง และระบบเศรษฐกิจถิ่นอื่น เพราะมุ่งสนองความต้องการ และสร้างความมั่นคงในสังคมชุมชน
5.มีคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาที่มาจากการเลือกตั้ง อยู่ในการกำกับดูแลของคณะกรรมการตรวจสอบ ทำหน้าที่หาทุน และความช่วยเหลือทางวิชาการเพิ่มเติมจากแหล่งภายนอก เฉพาะอย่างยิ่ง การศึกษาต่อเนื่องในระดับสูงกว่าการศึกษาท้องถิ่น
6.คณะกรรมการสถานศึกษามาจากการเลือกตั้งของประชากรในเขตบริการ ทำหน้าที่ว่าจ้างผู้บริหารการศึกษา อนุมัติแผนงาน หลักสูตร งบประมาณ รับเรื่องอุทธรณ์ ฯลฯ โดยต้องมีผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้แทนนักเรียนนักศึกษาได้รับเลือกตั้งอยู่ในทุกคณะกรรมการสถานศึกษา
7.การศึกษาไม่จำเป็นมีภาคบังคับ แต่ให้เป็นไปตามอัธยาศัย และส่งเสริมการศึกษาต่อเนื่องชั่วชีวิต เพื่อสนองประโยชน์ของปัจเจกบุคคล มุ่งให้ประสิทธิผลสอดคล้องกับเป้าหมายพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น
8.การศึกษาขั้นพื้นฐานที่ชุมชนท้องถิ่นจัดให้ ย่อมไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ซึ่งรวมทั้งอุปกรณ์เกี่ยวเนื่องอันจำเป็น อาหาร และการเดินทางหรือที่พัก
9.การศึกษาภาคบังคับใดๆ หากมี ต้องเกิดจากฉันทามติ และเป็นการใช้จ่ายทุนของชุมชน มุ่งสนองประโยชน์ท้องถิ่นในอนาคต อีกทั้ง เป็นคุณต่อปัจเจกผู้รับการศึกษา ถือเป็นการลงทุนเพิ่มค่าในทรัพยากรมนุษย์ของชุมชน โดยเฉพาะสาขาวิชาอันจำเป็นแก่ท้องถิ่น
10.การจัดการศึกษาเองจะกลั่นกรองวัฒนธรรมใหม่อันพึงรับ และประยุกต์เข้ากับพื้นภูมิปัญญาท้องถิ่น สกัดกั้นสิ่งแปลกปลอมอันมิพึงปรารถนาที่มากับการศึกษาอันเป็นผลของการวางแผน และสั่งการจากส่วนกลาง ซึ่งกวาดกว้างไปทั่วประเทศ จนก้าวข้ามความหลากหลายทางวัฒนธรรมท้องถิ่น
11.การศึกษาไม่พึงกีดกันแบ่งแยกเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ คนต่างด้าวทุกเพศวัยที่อาศัยร่วมแผ่นดินทั้งเป็นการชั่วคราว เฉพาะอย่างยิ่งผู้อยู่ถาวร พึงได้รับโอกาสการศึกษา เพื่อพัฒนาเป็นบุคลากรคุณภาพร่วมเพิ่มผลผลิตแก่สังคมที่หล่อหลอมจากหลากหลายวัฒนธรรม การละเลยกลุ่มบุคคลดังกล่าว เป็นการบ่มเพาะปัญหาด้วยการสั่งสมไว้แต่ผู้ร่วมสังคมไร้คุณภาพ หลังการผลักดันปัญญาชนอพยพต่างด้าว และผู้ลี้ภัยกลุ่มคุณภาพให้ประเทศพัฒนาแล้ว คัดเลือกรับไป
ที่มา วันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11278?มติชนรายวัน
Tags: การศึกษา, นโยบาย, สังคม, เยาวชน