Posts Tagged ‘วัฒนธรรม’

08
พ.ค.

สำรวจพบ เครือข่ายสังคมถูกใช้งานนานกว่าอีเมล์

Posted under Happy society No Comments

??????? การสำรวจล่าสุดพบเว็บไซต์เครือข่ายสังคมและเว็บล็อกนั้นครองสัดส่วนการใช้งานอินเทอร์เน็ตโดยรวมถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ทำสถิติสูงกว่าอีเมล ซึ่งเคยเป็นกิจกรรมยอดนิยมของชาวอินเทอร์เน็ต
???????
???????ข้อมูลการสำรวจจากบริษัทวิจัยนีลสันออนไลน์ (Nielsen Online) พบว่ากิจกรรมออนไลน์ที่กินเวลามากที่สุดอันดับหนึ่งยังคงเป็นการสืบค้นข้อมูลออนไลน์ อันดับสองคือการเข้าเว็บไซต์ตามความสนใจทั่วไป รองลงมาคือเว็บไซต์เกี่ยวกับซอฟต์แวร์ อันดับสี่คือเว็บไซต์เครือข่ายสังคม และอันดับห้าคือเช็กอีเมล
???????
???????ยังไม่เห็นขาลง
???????

???????จอห์น เบอร์แบงค์ (John Burbank) ซีอีโอนีลสันออนไลน์ตั้งข้อสังเกตว่า ราว 2 ใน 3 ของประชากรออนไลน์ทั่วโลกล้วนเป็นสมาชิกของเว็บไซต์เครือข่ายสังคม โดยขณะนี้ยังไม่ทีท่าว่าจำนวนสมาชิกของเว็บไซต์เหล่านี้จะลดลงหรือมีอัตราการเติบโตที่ช้าลง โดยการสำรวจพบว่า ทุกๆ 1 ใน 11 นาทีซึ่งประชากรเน็ตทั่วโลกเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต จะถูกนำไปใช้กับการเข้าสู่เว็บไซต์เครือข่ายสังคม

facebook
??????? Mark Zuckerberg ผู้ก่อตั้ง Facebook เครือข่ายสังคมออนไลน์ชื่อดัง

???????เฉพาะในช่วงระหว่างเดือนธันวาคม 2007 และ 2008 เวลาในการใช้งานเว็บไซต์เครือข่ายสังคมนั้นเพิ่มขึ้นคิดเป็นสัดส่วนราว 63 เปอร์เซ็นต์ รวมอยู่ที่ 4.5 หมื่นล้านนาที
??????? (เพิ่มเติม…)

Tags: , , ,
11
ต.ค.

ในหลวงกับรหัสพัฒนาใหม่

Posted under Happy society No Comments

ตลอดระยะเวลา 60 ปี แห่งการครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงประกอบพระราชกรณียกิจ เกี่ยวกับการพัฒนาประเทศเป็นอเนกปริยาย ทั้งด้านการศึกษา ศาสนา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ศิลปวัฒนธรรม เกษตรกรรม สิ่งแวดล้อม การแพทย์ การสาธารณสุข ฯลฯ อาจจะเรียกได้ว่าทุกด้าน

พระราชกรณียกิจเกี่ยวกับการพัฒนาต่างๆ เหล่านี้ ได้มีการกล่าวถึงอยู่ทั่วไปในลักษณะต่างๆ ในบทความนี้ต้องการหาความหมายเชิงลึก ของแนวทางการพัฒนาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

แม้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงเจริญพระชนมพรรษาในช่วงต้น และทรงได้รับการศึกษาท่ามกลางอารยธรรมของยุโรป อันอาจกล่าวว่าทรงเป็นบุคคลทันสมัย แต่ทิฐิหรือทรรศนะเกี่ยวกับการพัฒนาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หาตรงกับแนวทางของอารยธรรมตะวันตกไม่ แต่แตกต่างกันถึงรากฐาน อาจเรียกได้ว่าไม่ใช่ทรรศนะแบบตะวันตกด้วยซ้ำ

ทิฐิ (Concept) เกี่ยวกับเรื่องอะไรนำไปสู่การปฏิบัติตามแนวคิดนั้น

ในมรรคมีองค์ 8 ท่านจึงเริ่มต้นข้อ 1 ด้วยสัมมาทิฐิเสมอ เพราะสัมมาทิฐินำสู่สัมมาปฏิบัติ แต่ถ้าเริ่มต้นเป็นมิจฉาทิฐิ สิ่งที่ตามมาคือมิจฉาปฏิบัติ

แนวความคิดเกี่ยวกับการพัฒนาก็เช่นเดียวกัน ถ้าเป็นสัมมาทิฐิก็นำสู่สัมมาพัฒนา แต่ถ้าเป็นมิจฉาทิฐิก็นำสู่มิจฉาพัฒนา ฉะนั้นในการหาความหมายเชิงลึกของแนวทางการพัฒนาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงควรทำความเข้าใจ เกี่ยวกับทิฐิของการพัฒนา เปรียบเทียบระหว่างการพัฒนาตามแนวทางอารยธรรมตะวันตก และแนวทางตามพระราชดำริ

รหัสพันธุกรรม (Genetic Code) กำหนดรูปลักษณ์ของชีวิต รหัสพัฒนา (Development Code) กำหนดรูปลักษณ์ของสังคม

ในที่ดินผืนเดียวกันมีต้นไม้นานาพันธุ์ที่แตกต่างหลากหลายในรูปลักษณ์และคุณสมบัติ ที่แตกต่างกันเพราะถูก ออกแบบมาให้ต่างกัน รหัสพันธุกรรมเป็นตัวกำหนดแบบหรือโครงสร้าง รหัสพันธุกรรมคือดีเอ็นเอ ดีเอ็นเอมีเบสเรียกเป็นตัวอักษร A T C G เส้นดีเอ็นเอของมนุษย์มีความยาว 3 พันล้านตัวอักษร ทั้ง 3 พันล้านตัวอักษรมีความจำเพาะมาก ถ้าผิดไปตัวหนึ่งเขาเรียกว่ากลายพันธุ์ ฉะนั้น การเรียงลำดับตัวอักษรในรหัสพันธุกรรมกำหนดรูปลักษณ์ชีวิต

คำถามก็คือ มีรหัสพัฒนา ที่ประกอบด้วยการเรียงลำดับตัวอักษรที่ต่างกันกำหนดรูปลักษณ์ของสังคมต่างกันหรือไม่

รหัสพัฒนาของอารยธรรมตะวันตก

เดิมมนุษย์อยู่กันเป็นกลุ่ม หรือตามกระเปาะวัฒนธรรม (Cultural pockets) วัฒนธรรมหมายถึงวิถีชีวิต ร่วมกันของกลุ่มชนในสิ่งแวดล้อมหนึ่งๆ สิ่งแวดล้อมแตกต่างหลากหลายกันไปตามสถานที่ต่างๆ วัฒนธรรมจึงมีความหลากหลายไปตามความหลากหลายของสิ่งแวดล้อม

เมื่อประมาณ 500 ปี ในยุโรปมีการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นความรู้ที่คม ชัด ลึก และมีเสน่ห์ แต่ยังไม่ใช่ปัญญา ยุโรปนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไปสร้างเทคโนโลยีที่มีอานุภาพมาก สร้างอาวุธทรงอานุภาพ ชาวยุโรปใช้อำนาจมหาศาลนี้บังคับหรือเข่นฆ่าผู้คนไปทุกทวีป กำลังผลิตด้วยเครื่องจักรได้เกิดการผลิตมากเกิน ของยุคอุตสาหกรรม สินค้าเหล่านี้ต้องการผู้บริโภค จึงมีการทำทุกวิถีทางที่จะสร้างค่านิยมและผลักดันคนทั้งโลกเป็นผู้บริโภค ทั้งหมดก่อให้เกิดอารยธรรมใหม่ มีขอบเขตทั่วโลก เป็นอารยธรรมตะวันตกซึ่งมีลักษณะเป็นวัตถุนิยม บริโภคนิยม และเงินนิยม

ถ้าทบทวนความเป็นมาของอารยธรรมปัจจุบันจะเห็นว่าเริ่มจาก ความรู้ (Knowledge) นำสู่อำนาจ (Power) และเงิน (Money)

รหัสของการพัฒนาในระบบนี้ จึงอาจเขียนได้ว่า KPM หรือความรู้-อำนาจ-เงิน

วิกฤตอารยธรรมตะวันตก และการแสวงหาทางออก

การพัฒนาแบบสมัยใหม่ หรือแบบตะวันตก อาจมีผลดีหลายอย่าง เช่น ความสะดวกสบายจากเครื่องทุ่นแรง การคมนาคม ฯลฯ แต่สิ่งที่เป็นผลจากการพัฒนาตามแนวทางนี้เชิงประจักษ์อันปฏิเสธไม่ได้มี 4 ประการ คือ 1.ช่องว่างระหว่างคนจน กับคนรวยห่างกันมากขึ้น 2.การทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาล 3.การทำลายวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ 4.เกิดวิกฤตการณ์ทางสังคมอย่างรุนแรง นักปราชญ์ตะวันตกเช่น Larslo, Grof และ Russell มีความเห็นว่าอารยธรรมตะวันตก กำลังพาโลกทั้งโลกไปสู่วิกฤตการณ์อย่างรุนแรง นอกจากจะมีการปฏิวัติจิตสำนึก ท่านทะไลลามะมีความเห็นว่า โลกเป็นโรคบกพร่องทางจิตวิญญาณ (Spiritual deficiency decease) และต้องการการปฏิวัติทางจิตวิญญาณ (Spiritual Revolution) ท่านพุทธทาสมองเห็นวิกฤตการณ์ปัจจุบันนานแล้ว ท่านพร่ำสอนว่า “ถ้าศีลธรรมไม่กลับมาโลกาจะวินาศ” ท่านพุทธทาสเห็นว่าวิกฤตการณ์ปัจจุบันรุนแรงมาก ไม่มียาขนานใดรักษาได้ นอกจากโลกุตรธรรม ท่านจึงใช้ชีวิตทั้งหมดปรุงยาโลกุตรโอสถ ให้เป็นยาสามัญประจำบ้าน

พระเจ้าอยู่หัวกับรหัสพัฒนาใหม่

รหัสพัฒนาของอารยธรรมตะวันตกคือ KPM หรือความรู้-อำนาจ-เงิน ถ้ามองแนวทางการพัฒนาของพระเจ้าอยู่หัวเชิงลึก จะเห็นว่ารหัสการพัฒนาต่างจากแนวทางตะวันตกโดยสิ้นเชิง รหัสพัฒนาบอกทิฐิการพัฒนาจึงเป็นตัวกำหนดการปฏิบัติ และผลการปฏิบัติที่ต่างกันถึงขั้นรากฐาน จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่เราควรทำความเข้าใจจากพระราชกรณียกิจ พระราชดำรัส และพระราชนิพนธ์

ในการเข้าเฝ้าฯปีหนึ่ง ทรงมีพระราชดำรัสกับผู้เคยได้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดลว่า “ใครจะว่าเชยก็ช่างเขา ขอให้เราพออยู่พอกิน และมีไมตรีจิตต่อกัน” พระราชดำรัสนี้ชี้ให้เห็นสังคมอีกแบบหนึ่ง ซึ่งต่างไปจากสังคมปัจจุบันที่เน้นการแข่งขันเสรี “เชย” หมายถึงไม่ทันสมัย “พออยู่พอกิน และมีไมตรีจิตต่อกัน” หมายถึงเน้นการอยู่ร่วมกัน (Living together) ไม่ใช่แย่งชิง ทอดทิ้งกัน แข่งขันเสรี ตัวใครตัวมัน

“สังคมไทยอยู่ได้เพราะมีการให้” เป็นพระราชดำรัสอีกองค์หนึ่ง

“เราควรถอยหลังเข้าคลอง” เป็นพระราชกระแสอีกตอนหนึ่ง “เพราะในคลองคลื่นลมสงบ มีความปลอดภัย” ถ้าออกไปในทะเลคลื่นลมแรง เรืออาจล่ม ที่จริงคำว่า “ถอยหลังเข้าคลอง” ใช้ในความหมายไม่ดี ถอยกลับไปสู่ความล้าหลัง แต่ก็ทรงใช้คำนี้อย่างเป็นการท้าทาย แต่สังคมไทยก็ยังไม่เข้าใจ ยังทะยานออกสู่ทะเลลึกที่คลื่นลมแรง ควรจำว่าใน พ.ศ.2540 ในเดือนเดียวเงินไหลออกเกือบหมดประเทศ เพราะการออกไปโต้คลื่นลมแรงจนเรือล่ม ใช่หรือไม่

ในพระราชนิพนธ์เรื่อง “พระมหาชนก” โปรดอ่านให้ดีๆ ว่าพ่อค้า 700 คน มีความโลภต้องการไปแสวงหาโชคลาภที่สุวรรณภูมิ แล่นเรือไปในทะเล คลื่นลมแรง เรืออับปางลง พ่อค้า 700 คนอ้อนวอนให้เทวดาช่วย ไม่คิดพึ่งตนเอง แล้วตายหมด

ในพระราชนิพนธ์เรื่อง “พระมหาชนก” พระมหาชนกคิดพึ่งตนเอง และมีความเพียรอันบริสุทธิ์ พระมหาชนกมีแนวคิดที่แรงๆ เช่นว่า “คนทั้งปวง ล้วนตกอยู่ในโมหภูมิ” โมหะหมายถึงความโง่ ความหลงไป ในนั้นมีคำว่า “เมืองอวิชชา” ที่เต็มไปด้วยความชั่วช้า วิชชา ที่มี ช ช้าง 2 ตัว เป็นคำทางพุทธศาสนาที่มีความหมายพิเศษ วิชชาหมายถึงปัญญาที่หลุดพ้นจากความโง่และความหลง ทำให้พ้นทุกข์ อวิชชา ความไม่รู้เป็นสาเหตุของความทุกข์และความยุ่งเหยิงวุ่นวายทางสังคม ซึ่งอาจเรียกว่าวิกฤตการณ์ทางสังคมก็ได้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชกระแสและพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงในรูปและนัยต่างๆ มาประมาณ 30 ปี รวมทั้งที่นำมากล่าวข้างต้นนี้ด้วย เช่นที่ว่า “ใครจะว่าเชยก็ช่างเขา ขอให้เราพออยู่พอกิน และมีไมตรีจิตต่อกัน”

คำถามในการพัฒนาเศรษฐกิจกระแสหลักกับคำถามในแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงไม่เหมือนกัน คำถามปัจจุบันคือ “ทำอย่างไรจะรวย” แต่คำถามในวิถีเศรษฐกิจพอเพียงคือ “ความดีคืออะไร”

รหัสพัฒนาของวิถีเศรษฐกิจพอเพียงกับการพัฒนาตามกระแสหลักไม่เหมือนกัน

รหัสพัฒนาตามกระแสหลักคือ KPM = ความรู้-อำนาจ-เงิน

รหัสพัฒนาตามกระแสเศรษฐกิจพอเพียงคือ GCK = ความดี-การอยู่ร่วมกัน-ความรู้

G = Goodness = ความดี

C = Community หรือ Culture = วัฒนธรรมการอยู่ร่วมกัน

K = Knowledge = ความรู้

มรรควิธีวิถีแห่งความพอเพียง

การปรับเปลี่ยนจากวิถีเศรษฐกิจวัตถุนิยม-บริโภคนิยม-เงินนิยม ไปสู่วิถีเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเรื่องยาก เพราะคนคุ้นเคยกับวิธีคิด และโครงสร้างเก่าในสังคม

ขอเสนอมรรควิธี 4 ประการ เพื่อปรับไปสู่วิถีเศรษฐกิจพอเพียง

1.สร้างทิฐิและจิตสำนึกใหม่ ควรมีการรณรงค์ให้ผู้คนเปลี่ยนคำถามจาก “ทำอย่างไรจะรวย” ไปเป็นคำถามใหม่ว่า “ความดีคืออะไร” เมื่อถามซ้ำๆ อยู่อย่างนั้น ทิฐิและจิตสำนึกจะค่อยๆ เปลี่ยนไป ว่าเป้าหมายของชีวิตและการพัฒนาคือความดีและการอยู่ร่วมกัน ไม่ใช่การทำกำไรสูงสุด รหัสพัฒนาใหม่คือ GCK หรือความดี-การอยู่ร่วมกัน-ความรู้ ความดีต้องเป็นตัวตั้ง การอยู่ร่วมกันเป็นเป้าหมาย ความรู้เป็นเครื่องมือ ชีวิตและเศรษฐกิจพอเพียงเป็นผล

2.ออกแบบโครงสร้างการพัฒนาที่ถูกต้อง

สังคมมีเครื่องมือมาก แต่ขาดการออกแบบ โครงสร้างทุกชนิดต้องมีฐานที่แข็งแรง โครงสร้างนั้นจึงจะมั่นคง สังคมก็เช่นเดียวกัน ที่ต้องมีฐานที่แข็งแรง ฐานของสังคมคือชุมชน ท้องถิ่น แต่ฐานกลับอ่อนแอลง การพัฒนาข้างบนทุกชนิดต้องเชื่อมกับฐานล่าง อยู่บนความเข้มแข็งของฐานล่าง จึงเป็นโครงสร้างการพัฒนาที่ถูกต้อง ชุมชนเข้มแข็งคือฐานของเศรษฐกิจพอเพียง หากมหาวิทยาลัยต่างๆ รู้จักมองลงไปข้างล่าง เรียนรู้เรื่องข้างล่าง สนับสนุนความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น มหาวิทยาลัยจะเป็นกำลังสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง

ถ้าเราเข้าใจความสำคัญของฐานล่างของสังคม ก็จะเข้าใจว่าทำไมพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงตะลอนๆ ไปช่วยคนข้างล่าง จนพระเสโทหยดจากปลายพระนาสิก

การพัฒนาต่างๆ ข้างบนไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ การศึกษา การพระศาสนา การสาธารณสุข การสื่อสาร ฯลฯ มีพลังมากถ้าเชื่อมกับฐานล่าง ให้ข้างล่างกับข้างบนเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ประเทศไทยจะแข็งแรง พอเพียง และเรืองแสง

3.ส่งเสริมจิตตปัญญาศึกษาเพื่อการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในตน

การศึกษาทุกวันนี้เป็นการศึกษาวิชาต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องนอกตัวทั้งสิ้น ไม่มีเลยที่ศึกษาเรื่องภายในตัวเอง จึงจำเป็นต้องดึงเอาพลังภายใน ขึ้นมาใช้ มีความจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานทั้งในตนเอง และเชิงองค์กร จึงจะเผชิญกับวิกฤตรุนแรงของโลกได้

จิตตปัญญาศึกษาจะช่วยให้การปรับไปสู่วิถีแห่งความพอเพียงเป็นไปได้ง่ายมากขึ้น จึงควรทำความเข้าใจและส่งเสริมอย่างจริงจัง

4.สร้างเครื่องมือใหม่ทางสังคม (New Social Tool)

โครงสร้างในองค์กรทุกชนิดเป็นโครงสร้างทางดิ่ง หมายถึงเน้นการใช้กฎหมาย กฎระเบียบ และการสั่งการจากบนลงล่าง เป็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้มีอำนาจกับผู้ไม่มีอำนาจ โครงสร้างชนิดนี้ไม่มีพลังเพียงพอที่จะแก้ปัญหาที่ยากและซับซ้อน จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานเชิงองค์กร ซึ่งไม่ใช่การโค่นล้มหรือทำลาย

วิธีการคือการสร้างความสัมพันธ์ทางราบเป็นความสัมพันธ์ใหม่ ทั้งภายในและภายนอกองค์กร โดยถือหลักว่าทุกคนมีศักดิ์ศรี มีคุณค่า และมีศักยภาพ สามารถเข้ามารวมกลุ่มร่วมคิดร่วมทำด้วยความเสมอภาค และเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย

หลักการข้างต้นจะเกิดเป็นโครงสร้างทางสังคมใหม่ เรียกเป็นสัญลักษณ์ว่า INN ดังนี้

I = Individual หรือปัจเจกบุคคลที่มีจิตสำนึกใหม่ว่าเรามีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีคุณค่า มีศักยภาพที่จะทำอะไรดีๆ

N = Nodes คนที่มีความสนใจร่วมกัน เรียนรู้ร่วมกัน ร่วมคิดร่วมทำ ทุกคนเสมอภาค เป็นความสัมพันธ์ทางราบ

N = Networks มีการเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายทั้งระหว่างบุคคลและกลุ่ม

แนวทางการพัฒนาของพระเจ้าอยู่หัวอาจเรียกว่าเอาความดีเป็นตัวตั้ง เพื่อการอยู่ร่วมกัน โดยใช้ความรู้ ซึ่งอาจเขียนเป็นรหัสพัฒนาว่า GCK หรือความดี-การอยู่ร่วมกัน-ความรู้

การพัฒนาแบบเก่านำโลกเข้าไปสู่ความเสื่อมเสียทางศีลธรรมและเจ็บป่วยมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะใช้เงินเป็นตัวตั้ง หากจะเยียวยาโลกได้ ต้องใช้รหัสพัฒนาใหม่

ฉะนั้น จึงควรสนใจศึกษาหาความหมายเชิงลึกของแนวทางการพัฒนาของพระเจ้าอยู่หัวให้ดี เพราะอาจพบรหัสพัฒนาใหม่ที่ช่วยให้โลกรอดได้

****************

ที่มา : มติชนรายวัน วันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10363? นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส นักเรียนทุนมูลนิธิอานันทมหิดล ปาฐกถาเรื่อง “พระเจ้าอยู่หัวกับรหัสพัฒนาใหม่” ในงานเสวนา “วิชาการพัฒนาชาติ ฉลองสิริราชสมบัติ 60 ปี” จัดโดยชมรมผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2549 ที่โรงแรมพลาซ่า แอทธินี

Tags: , , , , , ,
11
ต.ค.

วัฒนธรรมความรุนแรง

Posted under Happy society No Comments

สถานการณ์ความรุนแรงในประเทศไทย

หลังจากที่ประเทศไทยผ่านพ้นความรุนแรงทางการเมืองครั้งเลวร้ายที่สุดในรอบ 16 ปีมาได้ไม่กี่วัน สื่อมวลชนและนักวิจารณ์การเมืองได้เรียกร้องรัฐบาลและกลุ่มฝ่ายค้านเปิดการเจรจา ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ออกมาเรียกร้องให้สอบสวนความรุนแรงครั้งนี้ในทั้งสองฝ่าย??

สื่อมวลชนและนักวิจารณ์การเมืองหลายคนเรียกร้องรัฐบาลให้กลับมาเริ่มการเจรจากับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หลังจากที่การเจรจาหยุดลงเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว หลังจากแกนนำ 2 คนของกลุ่มพันธมิตรฯ ถูกจับในข้อหาเป็นผู้นำการบุกยึดทำเนียบรัฐบาลตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เหตุรุนแรงเกิดขึ้นในวันอังคารเมื่อตำรวจปราบจลาจลเข้าสลายผู้สนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ปิดล้อมอาคารรัฐสภาเพื่อไม่ให้นายกรัฐมนตรีสมชาย วงสวัสดิ์ กล่าวแถลงนโยบายต่อสภา

ความรุนแรงเป็นส่วนหนึ่งของทุกวัฒนธรรม รวมทั้งวัฒนธรรมไทยด้วย

ในแง่หนึ่ง ความรุนแรงเป็นเครื่องมือ คือใช้ความรุนแรง ไม่ใช่เพื่อความรุนแรง แต่ใช้เพื่อเป้าหมายอย่างอื่น เช่น ใช้เพื่อเอาชนะในความขัดแย้ง, ใช้เพื่อปราบปรามคนชั่วหรือคนดื้อ, ใช้เพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรี, หรือแม้แต่ใช้เพื่อ “สันติภาพถาวร”

ในแง่นี้แหละครับที่สันติวิธีเสนอเครื่องมืออื่นเข้ามาแทนที่ พร้อมทั้งพิสูจน์ว่ามีประสิทธิภาพมากกว่า, สูญเสียน้อยกว่า และได้ผลยั่งยืนกว่าความรุนแรง?? (ผมควรวงเล็บข้อสังเกตไว้ด้วยว่า สันติวิธีก็เป็นส่วนหนึ่งของทุกวัฒนธรรมด้วยเหมือนกัน)

ความรุนแรงในแง่ของเครื่องมือนั้น ผมคิดว่ามีในทุกวัฒนธรรม และเพราะมันเป็นวัฒนธรรม จึงอาจเปลี่ยนแปลงไปได้ ตามแต่เงื่อนไขทางสังคมด้วย เช่น อาจใช้บ่อยขึ้นหรือใช้น้อยลง ตลอดจนให้ความหมายใหม่แก่วิธีการที่รุนแรงให้แรงขึ้นก็ได้ ให้มองไม่เห็นก็ได้ หรือให้ความหมายใหม่แก่ผู้กระทำความรุนแรงและเหยื่อก็ได้

คงไม่ต้องพูดกันยืดยาวก็มองเห็นอยู่แล้วว่า วัฒนธรรมไทยนับแต่โบราณมาจนถึงปัจจุบัน ไม่เคยปฏิเสธความรุนแรงในฐานะเครื่องมือ พึงใช้ในเงื่อนไขที่แตกต่างกันไปในแต่ละยุคสมัยเท่านั้น

แต่ยังมีความรุนแรงอีกแง่หนึ่ง ซึ่งผมก็อธิบายได้ไม่ชัดเหมือนกัน ผมขอเรียกว่าการให้คุณค่าแก่ความรุนแรงโดยตัวของมันเอง เพราะเอาความรุนแรงหรือศักยภาพที่จะใช้ความรุนแรง ไปผูกกับอำนาจความรุนแรงในแง่นี้ ก็คงมีในทุกวัฒนธรรมเหมือนกันกระมังครับ เช่น รัฐโบราณมักใช้การลงโทษที่ทารุณโหดร้าย เพื่อแสดงพระราชอำนาจ (มากกว่ารักษาความสงบ)

อย่างไรก็ตาม ผมออกจะ “รู้สึก” (คือไม่ได้ค้นคว้าอะไรมามากมาย) ว่า วัฒนธรรมไทยเน้นคุณค่าของความรุนแรงไม่สู้จะมากนัก เช่น ในขณะที่มีการลงโทษอย่างทารุณโหดร้าย แต่กลับไปเน้นพระราชอำนาจที่ธรรมะบ้าง “พระมหากรุณาธิคุณ” บ้าง บุญญาบารมีบ้าง เป็นต้น

พระเอกในวรรณคดีเก่าของไทยกล้ามลีบนะครับ อ้อนแอ้นอรชร รูปร่างของพระเอกไม่แสดงศักยภาพของการใช้ความรุนแรงเลย โจรไพร่ที่ไหนเห็นก็นึกว่าจะเตะเล่นได้ง่ายๆ แต่พอต่อสู้เข้าจริงก็มีฤทธิ์เดชเพราะบารมีแต่หนหลังบ้าง เพราะมีเวทมนตร์บ้าง จนสามารถใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือปราบปรามศัตรูได้เหมือนดีดนิ้ว

ต่างจากเฮอร์คิวลิสนะครับ กล้ามใหญ่และแสดงศักยภาพของการใช้ความรุนแรงได้ชัดเจนเลย ผมมีความรู้เกี่ยวกับกรีกไม่พอจะบอกได้หรอกครับว่า กล้ามใหญ่ในวัฒนธรรมกรีกหมายถึงศักยภาพที่จะใช้ความรุนแรง หรือเป็นความงามอันสมบูรณ์ของมนุษย์เพศชาย

แต่อย่างที่บอกแหละครับ คือ “รู้สึก” ว่าวัฒนธรรมไทยแต่ก่อนให้คุณค่าแก่ความรุนแรงในตัวของมันเองน้อย อย่างน้อยก็น้อยกว่าปัจจุบัน

ผมอยากจะเดาต่อด้วยว่า การให้คุณค่าแก่ความรุนแรงเช่นนี้มากับการสร้างชาติ ซึ่งได้รับอิทธิพลความคิดของฝรั่ง ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 อย่างมาก

ชาติต้องมีความเข้มแข็ง ซึ่งมักมีความหมายถึงศักยภาพที่จะใช้ความรุนแรงอย่างมีประสิทธิภาพ “หากหวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ” เกณฑ์อย่างหนึ่งซึ่งมักใช้สำหรับตัดสินความเป็นมหาราชของกษัตริย์คือ รบเก่งหรือไม่ ในรัชสมัยขยายพระราชอาณาเขตไปได้กว้างขวางหรือไม่ เหล่านี้เป็นต้น

ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 เกิดความคิดในหมู่ฝรั่งว่าชนชาติต่างๆ นั้นล้วนมีอุปนิสัยประจำชาติที่สืบทอดกันมาอย่างไม่เสื่อมคลาย จึงมีชาติขี้เล่น, ชาติเคร่งเครียด, ชาติทหาร (martial race), ชาติ “ตัวเมีย” (feminine race), ฯลฯ ตามแต่จะว่ากันไป

(ทั้งหมดนี้จะเห็นได้ชัดเจนในงานนิพนธ์ของหลวงวิจิตรวาทการ)

แล้วเราอยากเป็นชาติอะไร ก็ต้อง “ชาตินักรบ” สิครับ (“ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด”) จึงทำให้ความเข้มแข็งของชาติ มีความหมายที่เน้นศักยภาพของการใช้ความรุนแรงสูง

โชคดีที่ผู้นำไทยนับตั้งแต่ ร.5 สืบมาถึงสมัยหลัง ใช้ความเป็น “ชาตินักรบ” สำหรับปลุกใจประชาชนเท่านั้น แต่ไม่ได้เอาไปปลุกใจตัวเอง ต่างจึงมีสำนึกได้ดีว่า ในความเป็นจริงนั้น ศักยภาพของการใช้ความรุนแรงของไทยนั้นมีจำกัดมาก โดยเฉพาะกับอริราชศัตรู เราจึงประคองตัวมาได้ แม้อย่างทุลักทุเล แต่ก็ไม่ถึงกับย่อยยับอัปราในโลกแห่งความรุนแรงที่เราต้องเผชิญอยู่

แม้กระนั้น วัฒนธรรมทางราชการที่ปลูกฝังประชาชนให้ยกย่องคุณค่าของความรุนแรงในตัวของมันเอง ก็มีพลังอยู่ในสังคมไทยไม่น้อย คนไทยโดยเฉพาะที่ได้ผ่านการศึกษาในระบบและรับสื่อมากหน่อย เช่น คนชั้นกลาง จึงยกย่องศักยภาพที่จะใช้ความรุนแรง และมองเห็นการใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือที่วิเศษอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู

ผมได้ความรู้สึกอย่างนี้จากการอ่านกระดานข่าวในเว็บไซต์ต่างๆ น่ะครับ

ฉะนั้น เราจึงมีวัฒนธรรมแห่งความรุนแรงสองอย่าง คือ ชนชั้นนำถึงจะยกย่องเชิดชูความรุนแรงอย่างไร ก็มีสำนึกในความเป็นจริงถึงข้อจำกัดของศักยภาพนั้น หรือแม้แต่สำนึกถึงข้อจำกัดของตัวความรุนแรงในฐานะเครื่องมือ ในขณะที่เรามีวัฒนธรรมของประชาชนที่ตื่นตัวทางการเมือง ซึ่งนิยมยกย่องความรุนแรงทั้งโดยตัวของมันเอง และในฐานะเครื่องมืออย่างสุดลิ่มทุ่มประตู

แต่ก็อยู่กันมาได้โดยดี เพราะประเพณีปกครองของไทยนั้น อนุญาตให้ชนชั้นนำพูดกับประชาชนอย่างหนึ่ง แต่ทำอะไรอีกอย่างหนึ่งข้างหลัง ฉะนั้น จอมเผด็จการผู้เห้ยมหาญจึงอาจบอกประชาชนได้ว่า ระดมพลเผชิญหน้ากับขบวนการปะเทดลาวเลย ไม่ต้องไปกลัวมัน แต่เบื้องหลังคือได้เจรจากับวอชิงตันเรียบร้อยแล้ว มหามิตรของเราจึงส่งกองกำลังเข้ามาสมทบ

ผู้นำจึงเหี้ยมหาญในสายตาประชาชนต่อไป ในขณะที่เราไม่ต้องเผชิญกับอริราชศัตรูโดยลำพัง หรือโดยตรงด้วยซ้ำ เพราะสภาพการณ์ได้กลายเป็นแนวรบด้านหนึ่งของสงครามเย็นระดับโลกไปแล้ว

วัฒนธรรมความรุนแรงซึ่งมีสองมิติอย่างนี้เริ่มจะหายไปเมื่อประเทศไทยก้าวเข้าสู่ระบอบเลือกตั้งธิปไตย คนที่ก้าวเข้ามาเป็นผู้นำไม่ได้สืบเนื่องกับชนชั้นนำในอดีต (เช่น ผ่านระบบราชการ) แต่กลายเป็นคนชั้นกลาง ที่มีวัฒนธรรมความรุนแรงแบบสุดลิ่มทิ่มประตู เชื่อทั้งในความรุนแรงและเชื่อทั้งในเครื่องมือความรุนแรง

วัฒนธรรมชนชั้นนำที่เปลี่ยนไปอย่างนี้ ผมคิดว่าค่อยๆ เริ่มขึ้นมานานแล้ว แต่เห็นได้ชัดในสมัย คุณทักษิณ ชินวัตร นี้แหละครับ โดยเฉพาะการใช้ความรุนแรงในฐานะเครื่องมือ จนแทบจะกล่าวได้ว่า ตะแกใช้เครื่องมือชนิดนี้สำหรับแก้ปัญหาแทบทุกเรื่อง นับตั้งแต่ยาเสพติด, ชนกลุ่มน้อย, แรงงานอพยพ, การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ ฯลฯ

เพื่อความเป็นธรรม ควรกล่าวด้วยว่า นโยบายใช้ความรุนแรงนี้ไม่ได้ทำโดดๆ นะครับ ทำท่ามกลางเสียงเชียร์มากบ้างน้อยบ้างของคนชั้นกลางที่ไปร่วมขับไล่แกในภายหลังนั่นแหละครับ

ความรุนแรงในฐานะวัฒนธรรมเชื่อมโยงกับการเมือง, เศรษฐกิจและสังคมอย่างแยกออกจากกันไม่ได้

ผมคิดเรื่องข้างต้นทั้งหมดนี้เมื่ออ่านรายงานของ กอส. ซึ่งเสนอให้แก้ไขปัญหาความไม่สงบในภาคใต้สามระดับ คือ ระดับบุคคล, ระดับโครงสร้าง และระดับวัฒนธรรม

ส่วนที่ลึกสุดคือวัฒนธรรม ซึ่งจะพูดว่าสำคัญที่สุดก็ได้ เพราะถ้าไม่แก้ถึงระดับนี้ก็ยากที่จะรักษาสันติสุขไว้อย่างยั่งยืนได้ ไม่ใช่เฉพาะในภาคใต้นะครับ แต่ในสังคมไทยโดยรวมทั้งหมดทีเดียว

และระดับนี้แหละครับที่ผมคิดว่ายากที่สุด เช่น จะส่งเสริมให้สันติวิธีเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนไทยในการเผชิญความขัดแย้ง ทำได้อย่างไรครับ

ผมไม่ได้หมายความว่าทำไม่ได้นะครับ ทำได้ แต่ทำยากเท่านั้น เพราะการใช้ความรุนแรงในฐานะเครื่องมือเป็นส่วนหนึ่ง ที่ฝังลึกอยู่ในวัฒนธรรมไทยปัจจุบันไปเสียแล้ว โดยเฉพาะวัฒนธรรมการ “จัดระเบียบสังคม” ต่างๆ (เช่น แก้ปัญหาอาชญากรรมทุกอย่างด้วยการออกกฎหมายเพิ่มโทษ)

ทัศนคติที่ให้คุณค่าแก่ความรุนแรงฝังอยู่ในระบบการศึกษา (ทั้งในและนอกโรงเรียน), ในสื่อ, ในระบบการเมือง, ในกฎหมาย, ในคำเทศน์, ในพิธีกรรม, ในวิถีชีวิตทั้งหมดของคนชั้นกลางไทยเลยก็ว่าได้

คนกลุ่มเดียวที่มีความตื่นตัวทางการเมือง และมีสมรรถภาพจะเข้าถึงอำนาจรัฐได้ คือคนที่อยู่ในวัฒนธรรมแห่งความรุนแรงอย่างเหนียวแน่น ฉะนั้น ผมจึงไม่ค่อยมีความหวังว่า รัฐจะสามารถเป็นผู้นำเปลี่ยนแปลงอะไรในเรื่องนี้ได้มากนัก

สิ่งที่น่าคิดกว่าก็คือ ประชาชนมีพลังพอจะเข้าไปแก้ไขเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมของสังคมได้หรือไม่ ถ้ามีไม่พอ ทำอย่างไรถึงจะมีพอ

?ที่มา? วัฒนธรรมความรุนแรง?? นิธิ เอียวศรีวงศ์ มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1350

Tags: , , ,