Posts Tagged ‘สติปัญญา’
พ.ค.
วิธีการรักษาสุขภาพของสมองให้แข็งแรงก็คือ การใช้สมองของเรานั่นเอง
? นายแพทย์ ริชาร์ด เรสแตก ประสาทแพทย์ และนักประพันธ์ผู้ซึ่งแต่งหนังสือที่มียอดการจำหน่ายสูงที่สุดคนหนึ่งกล่าวว่า เราเรียนรู้เกี่ยวกับสมองของคนเราในช่วงสิบปีที่แล้ว มากกว่าที่เราเรียนรู้ในช่วงสองร้อยปีที่ผ่านมา ใน “Think Smart” ซึ่งเป็นชื่อหนังสือเล่มใหม่ที่คุณหมอเขียนนั้น เขาแจกแจงรายละเอียดเกี่ยวกับการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ เกี่ยวกับสมอง และการทำงานของสมอง
สมองคนเรา ยิ่งใช้มากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเฉียบแหลมมากขึ้นเท่านั้น? ตลอดชีวิตของคนเรา โครงสร้างและการทำงานของสมองเปลี่ยนแปลงไป ในลักษณะที่โดนอิทธิพลของประสบการณ์ในชีวิตของคนเราโน้มน้าว ในหนังสือเล่มใหม่ “Think Smart” หรือ “คิดอย่างฉลาดสุขุม” นั้น ศาสตราจารย์ฝ่ายการรักษาเกี่ยวกับประสาทวิทยา แห่งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัย จอร์จ วอชิงตัน ริชาร์ด เรสแตก ผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องสมองของมนุษย์เราไว้ มากกว่าสิบแปดเล่มพินิจพิเคราะห์ครั้งใหม่เกี่ยวกับอวัยวะมหัศจรรย์ และไม่สามารถอธิบายให้ทราบได้อย่างกระจ่างชัดชิ้นนี้ ยกตัวอย่างเช่น เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปแล้วว่า สิ่งที่เป็นคุณต่อหัวใจก็จะเป็นคุณต่อ

สมองด้วย ขณะนี้ คุณหมอ ริชาร์ด เรสแตก กล่าวว่าผลของการศึกษาวิจัยเมี่อไม่นานมานี้ แสดงว่าโรคอ้วน ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันแล้วว่าเป็นต้นเหตุที่สำคัญอย่างหนึ่ง ที่ทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อมนั้นจะนำไปสู่การที่สมองหมดสมรรถภาพในการทำงาน ดังนั้น การควบคุมน้ำหนักตัว การคุมความดันโลหิต และปริมาณของไขมันในเลือดจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะล้วนแต่ก่อปัญหาให้บรรดาหลอดโลหิตที่ส่งโลหิตไปหล่อเลี้ยงสมอง (เพิ่มเติม…)
Tags: ความคิดสร้างสรรค์, ฉลาด, สติปัญญา, สมองพ.ค.
ถึงทุกคนในบ้าน?เรามารีบเข้านอนกันเถอะ
| สังเกตกันบ้างไหมว่าพักหลังๆ คนในบ้านของเรานอนดึกหรืออดนอนกันบ้างหรือเปล่า ? ??????? ???????อาจกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วสำหรับบางครอบครัวที่สามีกลับบ้านดึกไม่พอยังขนงานกลับมาทำที่บ้านจนไม่ได้หลับไม่ได้นอน หรือภรรยานอนหลับคากองเอกสารที่โต๊ะทำงาน ในขณะที่บางบ้านอาจมีลูกๆนอนสลบบนกองหนังสือ โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในช่วงเวลาสอบ ??????? ???????และเมื่อมีใครคนใดคนหนึ่งอดหลับอดนอนมากๆ สมาชิกในบ้านที่คอยห่วงใยมักส่งเสียงเตือนปนไม่พอใจกับการนอนไม่พอก็เป็นได้ไม่ว่าจะเป็น ‘นอนไม่พอ…ระวังแก่นะ หรือ อดนอนแบบนี้…ไม่คุ้มกับเงินที่ได้มาเลยจริงๆ’ แต่ทว่าเสียงเหล่านี้กลับไม่สามารถทัดทานเจ้าตัวให้ข่มตาหลับลงไปได้เลย…ตราบใดที่งานยังไม่เสร็จสิ้น |
|||||
???????ทั้งนี้ มีงานวิจัยเชิงทดลองโดยอาสาสมัครหนุ่มสาว ได้ทดลองนอนหลับวันละ 4 ชม. เป็นเวลา 6 คืน และเมื่อเจาะตัวอย่างเลือดของอาสาสมัครเหล่านี้ พบว่า พวกเขามีปัญหาระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้นและควบคุมยาก ซึ่งเกือบจะเป็นเหมือนโรคเบาหวานแล้ว |
เม.ย.
สมองด้านความคิดสร้างสรรค์
ตอนนี้มีหนังสือขายดีเกี่ยวกับแนวคิด เรื่อง “A Whole New Mind” โดยนักวิเคราะห์ธุรกิจ ชื่อ Daniel Pink ผู้แสดงความเชื่อว่า นานปีมาแล้วที่สังคมตะวันตกให้ค่านิยมสูงเกินไป แก่คนกลุ่มที่ใช้สมองหนักไปทางซีกซ้าย หรือที่เรียกว่า “left-brainers” อย่างนักบัญชี นักเศรษฐศาสตร์ และนักกฏหมายทนายความ แต่เขาเห็นว่าสังคมกำลังเรียนรู้ ที่จะเห็นคุณค่าของคนกลุ่มที่ใช้สมองหนักไปทางซีกขวาหรือ “right-brainers” มากขึ้น
คนกลุ่ม”right-brainers” เป็นกลุ่มที่มีความคิดสร้างสรรค์ มีจินตนาการสูง อย่างผู้ที่ทำงานด้านศิลปะ นักดนตรี นักออกแบบ และนักเล่าเรื่องหรือนักประพันธ์ Daniel Pink เชื่อว่า การนำพลังความคิดของคนมาใช้ประโยชน์ให้เต็มที่ยิ่งขึ้น จะช่วยแก้ปัญหาต่างๆ และเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้นได้
ที่ผ่านมา การเลือกงานอาชีพที่ต้องใช้สมองซีกซ้าย ดูเหมือนจะช่วยให้มีโอกาสมากขึ้นที่จะประสพความสำเร็จ มีชีวิตมั่งคั่งไพบูลย์ มาตอนนี้ นักวิเคราะห์ธุรกิจ Daniel Pink กำลังพลิกกลับแนวคิดนี้

ก.พ.
เสริมสร้างพลังสุขภาพจิต ก้าวผ่านวิกฤตสู่โอกาส
สังคมไทยและคนไทยต่างต้องเผชิญสถานการณ์วิกฤตต่างๆ อยู่ตลอดเวลา ทั้งวิกฤตในชีวิตส่วนตัว และวิกฤตที่เป็นผลพวงจากปัจจัยภายนอก
ในปี 2552 นี้ มีการคาดการณ์ว่าวิกฤตเศรษฐกิจจะรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากว่าเป็นวิกฤตการเงินที่เกิดขึ้นทั้งในภาคการเงินและภาคการผลิตทำให้มีผลต่อการจ้างงาน ขณะเดียวกันปัญหาความขัดแย้งทางความคิด เช่น ความขัดแย้งทางการเมือง ก็จะเป็นความกดดันอีกด้านหนึ่งที่มีโอกาสจะเข้ามากระทบกับภาวะอารมณ์และจิตใจของคนไทย ทั้งในระดับตัวบุคคล ระดับครอบครัว ในที่ทำงาน และสังคมทั่วไปในวงกว้าง
ดังนั้น จึงคาดว่าวิกฤตต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในปี 2552 จะรุมเร้าและส่งผลกระทบต่อคนจำนวนมากและครอบคลุมคนทุกกลุ่มในสังคมมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540
ในภาวะเสี่ยงเช่นนี้ กรมสุขภาพจิตจึงเสนอแนวทางพร้อมทั้งเครื่องมือหรือเทคโนโลยีทางสุขภาพจิต เพื่อรองรับดูแลช่วยเหลือประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ เรียกว่า “แนวทางการเสริมสร้างพลังสุขภาพจิต”
แนวทางการสร้างพลังสุขจิตเพื่อรับมือภาวะวิกฤต
เป็นแนวทางพร้อมทั้งเครื่องมือหรือเทคโนโลยีทางสุขภาพจิตที่บุคลากรของกรมสุขภาพจิตจะใช้แนะนำกลุ่มประชาชนที่เผชิญปัญหาวิกฤต ผู้ได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจในระดับที่เรียกว่า “มีปัญหาหาแต่ยังพอทรงตัวอยู่ได้” เช่น ผู้ที่ตกงานและอยู่ในภาวะเครียดหรือกดดัน รวมทั้งผู้ที่ต้องการจะพัฒนาตนเองเพื่อให้ผ่านพ้นอุปสรรคได้ ควรใช้แนวทางปฏิบัติตัว “ปรับ 4 เติม 3″
ปรับ 4 เติม 3 เป็นสูตรหรือแนวทางที่นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญทางสุขภาพจิตรับรองว่าเป็นแนวทางที่ครอบคลุมและสามารถปรับใช้ได้กับภาวะวิกฤตหรือความกดดันจากสาเหตุต่างๆ ได้ทุกสาเหตุ
ปรับ 4
1.ปรับอารมณ์ : ให้มีสติ ไม่ท้อแท้ โกรธตัวเองหรือผู้อื่น ไม่ใช้อารมณ์แก้ปัญหา และให้อภัยกัน
2.ปรับความคิด : มองด้านดี ใช้เหตุผลข้อเท็จจริงให้มากขึ้น ค้นหาด้านดีของอีกฝ่าย ทำให้เกิดความร่วมแรงร่วมใจมากขึ้น
3.ปรับการกระทำเลือกวิธีการสื่อสารที่เหมาะสม เช่น ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้
4.ปรับเป้าหมาย : รู้จักยืดหยุ่น ไม่ยึดมั่นถือมั่นกับเป้าหมายเดิม และการดำเนินชีวิต ให้เหมาะกับสถานการณ์ มองความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติ
เติม 3
1.เติมศรัทธา : เชื่อมั่นว่าทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เชื่อว่าชีวิตมีความหวัง มีคุณค่าชีวิตย่อมมีอุปสรรคเป็นธรรมดา
2.เติมมิตร : มีคนที่ไว้ใจไว้ขอคำปรึกษา พูดคุยหาทางออก
3.เติมจิตใจให้กว้าง : รับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง ทำให้มีข้อมูลเพิ่ม มองอะไรรอบด้านมากขึ้น เห็นความลำบากและปัญหาของคนอื่น
ข้อแนะนำเกี่ยวกับการฝึกตนเอง
สู่การเป็นคนที่มีพลังสุขภาพจิตดีสำหรับผู้ใหญ่
-สร้างความผูกพันและสัมพันธ์ที่ดี กับเพื่อน ครอบครัว ญาติพี่น้อง คนที่สามารถรับฟังปัญหาความคับข้องใจและให้ความช่วยเหลือคุณได้ “ความรู้สึกเชื่อมโยง มีสายใยผูกพันกับใครหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยเราได้เมื่อเราเจอปัญหาสำคัญในชีวิต”
-ใช้อารมณ์ขันและเสียงหัวเราะ คิดว่าในวิกฤตนี้มีอะไรที่น่าขำอยู่บ้าง แต่ถ้าไม่มีเลย ลองหันไปดูหนังหรืออ่านหนังสือการ์ตูนตลกๆ ที่ทำให้คุณหัวเราะได้
-เรียนรู้จากประสบการณ์ ทบทวนว่าคุณเคยเจอปัญหานี้มาก่อนหรือไม่และคุณเคยจัดการอย่างไรและอย่าทำซ้ำในสิ่งที่ไม่ได้ผลในครั้งก่อน
-มีความหวังและมองโลกในแง่ดี เมื่อคุณกอบกู้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วไม่ได้ ให้มองไปข้างหน้าและในแต่ละวันให้คิดว่าวันนี้มีอะไรดีขึ้นบ้าง แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยก็ตาม
-ดูแลตัวเองทั้งด้านสุขภาพ ร่างกาย และอารมณ์ ทำงานอดิเรกที่ชอบออกกำลัง และนอนพักผ่อนให้มากๆ รวมทั้งรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
-ยอมรับการเปลี่ยนแปลง พยายามยืดหยุ่นเข้าไปไว้ อย่ายึดมั่นกับเรื่องจุกจิกเล็กน้อยที่จะกวนใจ เช่น หากมีคนมาช้าในการนัดหมายที่ไม่สำคัญมาก็ไม่ควรจริงจังถึงขั้นจะคลาดเวลาเลยไม่ได้ การเป็นคนตรงจนเกินไปจะเพิ่มความเครียด ความกังวล และปรับตัวยากเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่ค่อยแน่นอน
-กำหนดเป้าหมายรายวันและทำเพื่อเป้าหมายนั้นแม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย การกำหนดสิ่งที่ตั้งใจจะทำให้สำเร็จในวันหนึ่งๆ และทำให้ได้ จะทำให้รู้สึกว่าประสบความสำเร็จและรู้สึกดีกับตัวเองทุกวัน
-ลงมือทำ เมื่อมีปัญหาให้คิดและวางแผนว่าจะทำอะไรถึงจะแก้ไขได้ และลงมือทำ
-เรียนรู้สิ่งใหม่เกี่ยวกับตัวเอง ย้อนมองตัวเองในอดีตและคิดว่าเดี๋ยวนี้คุณเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร คุณอาจจะรู้สึกชื่นชอบตัวเองในมุมใหม่ๆ เช่น หลังจากตกงานกลายเป็นคนที่ทำกับข้าวเก่งขึ้น เป็นต้น
-คิดถึงตัวเองในแง่ที่ดีขึ้น ภูมิใจในตัวเองว่าสามารถทำสิ่งต่างๆ มากมาย และมีคุณสมบัติหลายอย่างที่น่าชื่นชม
-มองโลกให้กว้างไกล คิดถึงเรื่องของตัวเองเทียบกับสถานการณ์ในสังคมและของโลก
การเพิ่มพลังสุขภาพจิต
ด้านความ “ฮึด” หรือ “มีกำลังใจ”
ความฮึด หรือ กำลังใจ มีที่มาจากสองด้าน คือ
จากภายในตัวเอง คือ การที่เป็นคนมุ่งมั่น ไม่ยอมแพ้ มีพลังใจที่จะต่อสู้ มองเห็นคุณค่าของตัวเองและของครอบครัว มีความเชื่อว่าเหตุการณ์นี้ต้องผ่านพ้นไปเหมือนครั้งก่อนๆ ที่มีปัญหาเช่นเดียวกัน
จากปัจจัยภายนอก เช่น มีคนรักมีครอบครัว มีเพื่อน หรือ หน่วยงานที่ให้การช่วยเหลือ เช่น มีการพูดคุยระบายความทุกข์กับคนที่รักและห่วงใย การได้รับข้อคิดสอนในและคำปลุกปลอมใจจากคนที่หวังดี การที่มีผู้รู้ช่วยชี้แนวทาง เหล่านี้จะช่วยเพิ่มเติมความหวังและกำลังให้มากขึ้น แทนที่จะท้อแท้และยอมแพ้ต่อชะตาชีวิตง่ายๆ
การฝึกคิดเชิงบวก และการรู้จักพูดคุย แบ่งปันความทุกข์ความสุขกับคนที่รักและไว้ใจ จะช่วยให้คนไทยเราเป็นคนมีกำลังใจ มีแรงใจที่จะ “ฮึด” ขึ้นมาสู้กับปัญหาได้เป็นอย่างดี
โดย กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข
ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน หน้ากระแสทรรศน์ วันเสาร์ที่ 24 มกราคม 2552
Tags: ความสุข, คุณธรรม, สติปัญญา, สุขภาพจิตก.พ.
“นพ.ประเวศ”ชี้ทาง สร้าง”พลเมืองชั้น1″ สกัด”นักเลือกตั้ง” พัฒนา”สี่เหลี่ยมประชาธิปไตย”
ประชาธิปไตยควรเป็นสิ่งที่ดีงามมีความเป็นอารยะในตัวเอง ไม่ควรมีคำว่าอารยะมาขยายความอีก แต่ที่ผ่านมาประชาธิปไตยไปเชื่อมโยงกับเรื่องคอร์รัปชั่นจนกลายเป็นอนารยะประชาธิปไตยไปเสีย ทั้งๆ ที่คำคำนี้ไม่ควรมีคำขยายอันใดอีก ทั้งนี้ ที่ผ่านมาประเทศไทยยังมองระบอบประชาธิปไตยไม่ครบ ยังจับส่วนเดียว มองแยกส่วนอยู่ ยังคงสนใจแต่องค์กรทางการเมือง เช่น การมีสภาผู้แทนราษฎร มีพรรคการเมือง ทั้งที่จริงแล้วมีมากกว่านั้น อีกทั้งยังติดมายาคติว่ารัฐธรรมนูญเป็นตัวสร้างประชาธิปไตย ประเทศไทยจึงมีรัฐธรรมนูญมาแล้วถึง 18 ฉบับ ขณะที่ประเทศสหรัฐอเมริกามีรัฐธรรมนูญเพียงฉบับเดียว และอังกฤษไม่มีรัฐธรรมนูญที่เป็นลายลักษณ์อักษรเลย
นอกจากนั้น ประเทศไทยยังไม่ให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมประชาธิปไตยที่ใหญ่กว่าองค์กรทางการเมือง เพราะวัฒนธรรมหมายถึงวิถีชีวิตร่วมกัน ความเชื่อร่วมกัน และขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมประชาธิปไตยจะไปกำกับองค์กรทางการเมืองให้เป็นกลไกในการสร้างประชาธิปไตย ไม่ให้กลายเป็นกลโกงเพราะขาดศีลธรรม เหมือนดังที่ประเทศไทยเผชิญมานานกว่า 70 ปีแล้ว
สถานการณ์ปัจจุบัน ประเทศไทยไม่สามารถรอองค์กรทางการเมืองให้ดีขึ้นได้ หากต้องสร้างสังคมให้เป็นอารยะประชาธิปไตย เพราะถ้ายังปล่อยให้นักการเมืองที่มีอยู่เพียง 3,000-4,000 คน อันเป็นกลุ่มก๊วนทางการเมืองที่มีความรู้น้อย ความสุจริตน้อย แต่กลับมีมากในเรื่องของสัตว์ร้าย 3 ตัว คือ ตัณหา อยากได้อยากมี มานะ อยากใช้อำนาจเหนือคนอื่น และทิฐิ เอาความคิดของตนเองเป็นใหญ่ ยังคงครองอำนาจโดยลำพัง ก็จะนำความเดือดร้อนมาสู่ชาติบ้านเมืองมากมาย
“ความจริงแล้วประเทศไทยมีหมู่บ้านและสถาบันการศึกษามากมาย แต่กลับปล่อยให้ประชาธิปไตยเป็นความคับแคบแค่เรื่องของนักเลือกตั้ง จึงต้องขยายเรื่องประชาธิปไตยให้กว้างขวางขึ้น โดยหันมาพัฒนา “สี่เหลี่ยมประชาธิป ไตย” ที่กอปรด้วย 1.คนไทยทุกคนเป็นพลเมืองชั้นที่ 1 2.จิตสำนึกประชาธิปไตย 3.การกระจายอำนาจ และ 4.ประชาชนมีส่วนร่วมในกิจการสาธารณะ”
โดยมิติที่ 1 คนไทยทุกคนเป็นพลเมืองชั้น 1 นับเป็นเรื่องลึกซึ้งเป็นศีลธรรมพื้นฐาน เพราะการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นคนของทุกคนอย่างเท่าเทียมกันจะนำไปสู่สิ่งดีงาม ทั้งแง่มุมความเป็นประชาธิปไตย ความเป็นศีลธรรม และสิทธิมนุษยชน ทว่าสังคมไทยเป็นสังคมชนชั้นมานาน คนชั้นล่างจึงไม่มีเกียรติ ไม่สามารถเข้าถึงบริการสาธารณะต่างๆ อันเนื่องมาจากสังคมขาดความเป็นธรรม ผู้ใช้แรงงานจึงกลายเป็นคนไม่มีเกียรติไม่มีศักดิ์ศรี คนขายส้มตำ ก๋วยเตี๋ยว ผสมปูน และอื่นๆ ที่มีจำนวนไม่น้อยจึงรู้สึกว่าตัวเองเป็นพลเมืองชั้น 2 เพราะแม้แต่ในประเด็นกฎหมาย ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ยังเคยกล่าวว่า กฎหมายไม่ยุติธรรมกับคนจน มีอคติกับคนจน ดังนั้น ถ้าจะขับเคลื่อนประเด็นนี้ต่อไป จะไปเย้วๆ เฉยๆ ไม่ได้
อย่างไรก็ดี การทำให้คนไทยทุกคนเป็นพลเมืองชั้น 1 นั้นขึ้นอยู่กับว่าเราเคารพความรู้ชนิดใด ความรู้ในตำราหรือความรู้ในตัวคน เพราะ ความรู้ในตำราจะได้จากการวิจัยและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ขณะที่ความรู้ในตัวคนได้มาจากการทำงานจากวิถีชีวิต ถ้าเคารพเฉพาะความรู้ในตำราก็จะมีคนส่วนน้อยเท่านั้นที่มีเกียรติ เหมือนพราหมณ์ที่ท่องมนต์คาถาได้ ดังที่สังคมไทยกำลังเป็นอยู่ในปัจจุบัน
แต่ถ้าหากเคารพความรู้ในตัวคน ทุกคนจะมีเกียรติมีศักดิ์ศรี มากกว่านั้นความรู้เหล่านั้นจะมีประโยชน์มาก เพราะมาจากฐานวัฒนธรรมการศึกษาที่ให้ความสำคัญกับความรู้ในตำราเพียงอย่างเดียวนับตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมหาวิทยาลัย ทำให้ระบบการศึกษาทั้งหมดเป็นเครื่องมือทำลายศีลธรรมพื้นฐาน เหมือนดังประสบการณ์ชีวิตผมที่เป็นเด็กยากจนมาก่อน ได้พบประสบการณ์ว่าเด็กๆ เมื่อเข้าไปเป็นนักเรียนในโรงเรียน ก็จะไม่กล้าเดินกับพ่อแม่ เพราะโรงเรียนจะสอนให้รู้สึกว่าชาวบ้านไม่มีเกียรติ อันนี้เป็นเรื่องลึกซึ้ง ซึ่งจะไปกระทบต่อแนวทางการปฏิรูปการศึกษา
อย่างไรก็ตาม ถ้าสถาบันการศึกษาสนใจประเด็นเหล่านี้ เอาความจริงของชีวิตของสังคมเป็นตัวตั้ง ไม่เอาตำราเป็นตัวตั้งอย่างเดียว บ้านเมืองก็จะมีพลัง เพราะศีลธรรมพื้นฐานนี้จะไปขับเคลื่อนประชาธิปไตย โดยสมัยรัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ผมได้เสนอแนะให้ทำ Human Mapping แผนที่ความรู้ในตัวคน เพื่อทำให้ทุกคนรู้สึกมีเกียรติมีศักดิ์ศรี และจะพัฒนาไปเป็นศูนย์ข้อมูลสำคัญ ทำให้เกิดแหล่งเรียนรู้เต็มประเทศ รู้ว่าใครเลี้ยงปลาเก่งหรือทำเกษตรผสมผสานเก่ง เป็นต้น ทุกคนจะกลายเป็นทั้งครูและนักเรียน อันเป็นการปฏิรูปการเรียนรู้ของสังคมไทย
ยิ่งกว่านั้น ระบบรัฐไทยยังเป็นเผด็จการรวมศูนย์อำนาจ อำนาจรัฐครอบคลุมหมดทุกตารางนิ้ว ทุกกระทรวงลงไปถึงหมู่บ้าน เป็นอำนาจรัฐเผด็จการ การเมืองจึงเป็นเพียงการเปลี่ยนอำนาจ หากแต่ความเป็นเผด็จการไม่ได้เปลี่ยน จากเดิมเป็นอำนาจของพระเจ้าแผ่นดิน ต่อมาเป็นคณะราษฎร ต่อมาทหารกองทัพ ต่อมาเป็นนักเลือกตั้ง ประเทศไทยจึงต้องสร้างโครงสร้างของรัฐให้เป็นประชาธิปไตย ในส่วนของการกระจายอำนาจ ก็จะทำให้เกิดความเป็นธรรมทางสังคมได้ ถ้าทำด้วยความมีธรรมาภิบาล ไม่เช่นนั้นประชาธิปไตยจะกลายเป็นเรื่องกินรวบหลังจากได้อำนาจทางการเมือง
ขณะที่ประการที่ 4 ประชาชนมีส่วนร่วมในกิจสาธารณะทุกประเภทนั้น รัฐต้องส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนใน 3 ด้านสำคัญ คือ การพัฒนา การตัดสินใจเชิงนโยบาย และการตรวจสอบอำนาจรัฐในทุกระดับ โดยรัฐในที่นี้ไม่ได้หมายถึงรัฐบาลเท่านั้น หากแต่ครอบคลุมกลไกทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกระทรวง ตำรวจ หรืออื่นๆ ทว่าที่ผ่านมารัฐไทยไม่ได้ทำ ดังนั้น ต้องไปช่วยกันดูมาตรา 87 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ว่าจะทำอย่างไรให้มีผลในทางปฏิบัติได้จริง ทว่าที่ผ่านมาจะพบว่าประชาชนได้ถูกตัดออกจากสมการทางการเมืองเรื่อยมา ประชาธิปไตยของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน จึงไม่เกิดขึ้น กลายเป็นประชาธิปไตยของนักการเมือง
ดังนั้น การทำให้ประชาธิปไตยเป็นเรื่องของประชาชน เพื่อประชาชน ไม่ใช่ของนักการเมือง จึงต้อง 1.รวมตัวร่วมคิดร่วมทำในทุกพื้นที่ เพราะจะทำให้เกิดประชาธิปไตยเต็มทุกพื้นที่ในทุกเรื่อง ประเทศไทยมีหมู่บ้าน ตำบล เทศบาล จังหวัด ก็จะทำให้มีนโยบายของท้องถิ่นของเทศบาลตามมา 2.เกิดกลุ่มเกษตรกร กลุ่มกรรมกร กลุ่มคนพิการ และกลุ่มอาชีพต่างๆ 3.ขับเคลื่อนประเด็นการตรวจสอบคอร์รัปชั่น การสื่อสาร สุขภาพ การศึกษา และพลังงาน เป็นต้น โดยภาคประชาชนมีความสำคัญสุดในการตรวจสอบคอร์รัปชั่น เพราะมีพลังเยอะสุด
และ 4.ภาคประชาสังคมและวิชาการต้องเข้ามาร่วมขับเคลื่อนด้วย โดยมหาวิทยาลัยนอกจากจะเอาความจริงของสังคมเป็นตัวตั้งแล้ว ยังต้องคลี่เรื่องสลับซับซ้อนออกมาเพื่อให้ประชาชนเข้าใจ มหาวิทยาลัยต้องหนุนภาคประชาชนให้สามารถขับเคลื่อนประเด็นต่างๆ ได้ เช่น เรื่องพลังงานก็ต้องขจัดการผูกขาดของกลุ่มคนขายรถ คนทำถนนออกไปให้ได้ หรือทำให้มีธรรมาภิบาลมากขึ้น เพราะที่ผ่านมามหาวิทยาลัยไม่มีส่วนในการกำหนดนโยบายสาธารณะเลย
ทั้งนี้ ถ้าแยกกันทำ ทุกอย่างจะดูเป็นเรื่องยาก แต่หากร่วมมือกันก็จะเกิดประชาธิปไตยสมานฉันท์ ทำให้อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยแท้จริง ไม่ใช่แค่ในตอนเลือกตั้งเท่านั้น เช่นเดียวกันกับต้องทำให้ระบบการศึกษาทั้งหมดปรับตัวมาสร้างปัญญาด้วย
ภพภูมิใหม่แห่งการพัฒนาที่เปลี่ยนแปลงมาจากแบบเก่าที่มีแค่การวิเคราะห์ วิจารณ์ แล้วนำไปสู่การทะเลาะต่อสู้ มาเป็นแบบใหม่ที่ลึกถึงขั้นสังเคราะห์ จัดการ แล้วนำไปสู่การร่วมสร้าง นับเป็นการปรับเปลี่ยนวิธีการที่ทอนกำลังไม่สร้างพลังร่วมมาเป็นการสร้างสติปัญญาที่สูงขึ้น กล่าวคือ จากระดับ “จำใจใช้วิสัง” ท่องจำที่เป็นขั้นต่ำสุด มาเป็นเข้าใจ ตามมาด้วยใช้ ทำเป็นประยุกต์เป็น ก่อนจะสูงขึ้นไปเป็นขั้นวิเคราะห์ รู้อะไรเป็นอะไร แล้วก็สังเคราะห์คือสามารถปรับและประเมินได้ อันจะไปสู่การตัดสินใจเชิงนโยบายที่มาจากการร่วมสร้างของพลเมือง
การปฏิรูปหรือร่วมสร้างประเทศไทยให้เป็นประเทศที่น่าอยู่ที่สุดในโลกต้องทำให้คนไทยทั้งมวลมีสุขภาวะที่ดีหรือ Happiness for All โดยการรวมพลังภาคส่วนต่างๆ ทางสังคม ทั้งคณะองคมนตรี รัฐบาล รัฐสภา กองทัพ กลไกรัฐ องค์กรกึ่งรัฐกึ่งสังคม เช่น สกว. สสส. สช. สปสช. สถาบันพระปกเกล้า สภาประชาชน สภาพัฒนาการเมือง สภาที่ปรึกษา สภาองค์กรชุมชน ผู้แทนสภากรรมกร สภาเกษตรกร ตลอดจนภาคประชาชน สื่อมวลชน มหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจ สภาทนายความ ฯลฯ เข้าด้วยกัน
อันเป็นการจูนเข้าหากันเพื่อให้เกิดพลังเหมือนแสงเลเซอร์ที่เป็นคลื่นพลังอ่อน แต่เมื่อรวมกันแล้วมีพลังมาก โดยเบื้องต้นต้องสร้างเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วมในการสร้างสังคมอารยะประชาธิปไตยหรือการสร้างประเทศไทยให้น่าอยู่ที่สุดในโลก หากทำได้เช่นนั้นก็จะเกิดพลังมหาศาลเพราะเป็นการร่วมคิดร่วมทำ
ที่มา หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม 2552
Tags: สติปัญญา, สังคม, อารมณ์ส.ค.
เชาวน์ปัญญาและไอคิว
???????” ไอคิว “? หรือ ” เชาวน์ปัญญา ” นั้นมีความหมาย ที่ครอบคลุมรายละเอียดเกี่ยวกับความสามารถด้านต่างๆของบุคคลและเป็นองค์ประกอบที่สำคัญส่วนหนึ่งในหลายๆส่วนที่รวมกันเป็นบุคลิกภาพทั้งหมดหรือความเป็นตัวตนของบุคคลนั้นๆ?? เรามาร่วมกันค้นหาความหมายของเชาวน์ปัญญากันค่ะ
?????? เมื่อมีการพูดคำว่า? ” เชาวน์ปัญญาและไอคิว “ นั้นอาจจะเข้าใจว่าเป็นคำๆเดียวกัน? เรื่องนี้? อาจารย์สมทรง? สุวรรณเลิศ? นักจิตวิทยาคนแรกในประเทศไทยที่เป็นผู้บุกเบิกงานทางด้านจิตวิทยาคลินิกให้เป็นที่รู้จักในวงการจิตเวชศาสตร์ ท่านได้กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ในบทความทางวิชาการของท่านซึ่งต่อมาได้มีผู้นำเอาบทความเหล่านั้นมารวบรวมไว้ในหนังสือที่ระลึกเนื่องในงานเกษียณอายุราชการอาจารย์ สมทรง?? สุวรรณเลิศ ปี พ.ศ. 2537?? ซึ่งเห็นว่าให้ความรู้และความเข้าใจต่อเรื่องนี้เป็นอย่างดี และที่สำคัญเนื้อหาเหล่านี้กลับไม่ได้เก่าแก่หรือล้าสมัยไปตามกาลเวลา?? จึงนำมาเผยแพร่ดังนี้
?????? คำว่า? ” เชาวน์ปัญญา “? นั้นมีความหมาย ที่ครอบคลุมรายละเอียดเกี่ยวกับความสามารถด้านต่างๆของบุคคลและเป็นองค์ประกอบที่สำคัญส่วนหนึ่งในหลายๆส่วนที่รวมกันเป็นบุคลิกภาพทั้งหมดหรือความเป็นตัวตนของบุคคลนั้นเช่น เชาวน์ปัญญาในความหมายของการรับรู้ที่เน้นหนักในเรื่องความสามารถในการรับการศึกษาและการประกอบกิจกรรมต่างๆซึ่งได้แก่ความสามารถที่สำคัญ? เช่น
- ความสามารถในการเรียนรู้ เข้าใจโดยผ่านประสบการณ์ในการเรียนแและความสามารถในการรับรู้และรักษาความรู้ไว้ได้
- ความสามารถในการวิเคราะห์ เข้าใจเหตุผลและการกระทำกิจการต่างๆได้อย่างมีจุดมุ่งหมาย
- ความสามารถในการเข้าใจ แก้ไขปัญหาและกระทำกิจกรรมที่มีทั้งความยากง่ายและซับซ้อนได้อย่างรวดเร็วและไม่เสียกำลังงานมากนัก
- ความสามารถในการคิดอย่างมีเหตุผลและเข้าใจสถานการณ์ต่างๆที่มีลักษณะเป็นนามธรรมหรือสัญญลักษณ์ทั้งในด้านภาษา ท่าทาง รูปภาพ อาจเรียกความสามารถด้านนี้ว่าเป็นความสามารถในการคิดรวบยอด
- ความสามารถในด้านการจดจำ คงความจำไว้ได้ คิดทบทวน และใช้ประสบการณ์ที่มีอยู่ในการแก้ไขปัญหาหรือสถานการณ์ใหม่ๆที่ไม่เคยพบมาก่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ความสามารถเฉพาะทาง เช่น ด้านภาษา การคิดคำนวณ ศิลปะและเครื่องยนต์กลไก เป็นต้น
???? เชาน์ปัญญาในอีกความหมายหนึ่งเป็นเรื่องความสามารถในการปรับตัวทางสังคมซึ่งประกอบด้วย
- ความสามารถในการตอบสนองความต้องการของตนเองและปรับตัวต่อสถานการณ์และบุคคลต่างๆได้อย่างเหมาะสม
- ความสามารถในการรู้จักวิพากษ์วิจารณ์ตนเอง สามารถปรับปรุงและเรียนรู้การยับยั้งอารมณ์ในการโต้ตอบต่อสถานการณ์และบุคคล
- ความสามารถในการเข้าใจสังคม สิ่งแวดล้อมตลอดจนการติดต่อเกี่ยวข้องกับบุคคลอื่นๆ
???? ความสามารถทั้งสองด้านมีความเกี่ยวข้องกัน?? เมื่อเราพูดถึงเชาวน์ปัญญาเรามักจะหมายถึงความสามารถด้านต่างๆและรวมไปถึงการที่บุคคลใช้ความสามารถเหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งในด้านการเรียนรู้และการปรับตัวทางสังคมด้วย
????? ส่วนคำว่า ” ไอคิว, IQ ” นั้นย่อมาจากภาษาอังกฤษคำว่า Intelligence Quotient เป็นคำที่บอกถึงระดับความสามารถทางเชาวน์ปัญญาของบุคคลในช่วงระยะเวลาที่บุคคลนั้นได้รับการทดสอบว่าอยู่ในระดับสูงต่ำเพียงใด? จะเกี่ยวข้องกับคะแนนที่ได้รับจากการวัดหรือการทดสอบซึ่งแบบทดสอบแต่ละชนิดจะมีความหมายแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับลักษณะของแบบทดสอบนั้นๆ??? เช่น
การจัดจำแนกระดับเชาวน์ปัญญาจากแบบทดสอบของเวคสเลอร์ |
การจัดจำแนกระดับเชาวน์ปัญญาของแบบทดสอบของสแตนฟอร์ด? บิเนท์ |
||
ไอคิว |
ระดับเชาวน์ปัญญา |
ไอคิว |
ระดับเชาวน์ปัญญา |
130ขึ้นไป |
อัจฉริยะ |
140-169 |
อัจฉริยะ |
120-129 |
ฉลาดมาก |
120-139 |
ฉลาดมาก |
110-119 |
ค่อนข้างฉลาด |
110-119 |
ค่อนข้างฉลาด |
90-109 |
ฉลาดปานกลาง |
90-109 |
ฉลาดปานกลาง |
80-89 |
ปัญญาทึบ |
80-89 |
ปัญญาทึบ |
70-79 |
คาบเส้นปัญญาอ่อน |
79-79 |
คาบเส้นปัญญาทึบ |
ต่ำกว่า69 |
ปัญญาอ่อน |
30-69 |
ปัญญาอ่อน |
?????? จากสาระความรู้ที่อาจารย์สมทรง สุวรรณเลิศท่านได้เขียนไว้ในบทความทางวิชาการของท่านและผู้เขียนได้ยกมาแสดงไว้ในที่นี้นั้น? ผู้เขียนเห็นว่านอกจากจะเป็นประโยชน์ในแง่ของการให้ความรู้ในเรื่อง ” เชาวน์ปัญญาและไอคิว” แล้วน่าจะเป็นประโยชน์ในแง่ให้ความเข้าใจอีกด้วยว่าเชาวน์ปัญญาของบุคคลนั้นจะถูกจำแนกออกเป็นแต่ละด้านและจากการทดสอบ แม้ว่าจะรายงานผลออกมาเป็นค่าคะแนนที่เป็นผลรวมว่าจากแบบทดสอบพบว่า เด็กหรือผู้รับการทดสอบมีไอคิวเท่านั้นเท่านี้ก็ตาม? แต่สิ่งที่ควรพิจารณาในระดับลึกและไม่ด่วนตัดสินว่าเด็ก? โง่? ฉลาด? สมองทึบหรือปัญญาอ่อนตามผลการทดสอบคือควรได้พิจารณาจุดเด่น? จุดด้อยของเด็กไปในแต่และด้านซึ่งจะปรากฎในแบบทดสอบนั้นๆ แล้วหาช่องทางที่จะส่งเสริมหรือสนับสนุนให้เด็กได้แสดงออกถึงความสามารถด้านที่ถนัดขณะเดียวกันก็หาทางลดจุดด้อยของเด็กไปด้วย? น่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด? ทั้งยังพึงตระหนักว่าแบบทดสอบที่บอกถึงระดับเชาวน์ปัญญาหรือไอคิวของเด็กนั้นเป็นเพียงเครื่องมือชนิดหนึ่งซึ่งจะช่วยให้รู้จักเด็กหรือผู้รับการทดสอบในแง่มุมกว้างๆแต่ละด้านตามที่กล่าวมาข้างต้นเท่านั้น??
?????? หากผู้ที่เกี่ยวข้องกับเด็กมีความสนใจต้องการความรู้เรื่องนี้เพิ่มเติมสามารถปรึกษาหรือขอความรู้ได้จากจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาตามโรงพยาบาลของรัฐหรือเอกชนทุกแห่งหรือจะไปที่ศูนย์สุขวิทยาจิตที่ตั้งอยู่ตรงกันข้ามกับโรงพยาบาล???? รามาธิบดีก็ได้ค่ะ
?********************************************
ที่มาข้อมูล :?? สรวงธร นาวาผล เรียบเรียงจากหนังสือที่ระลึกเนื่องในงานเกษียณอายุ?? อาจารย์สมทรง? สุวรรณเลิศ? จัดทำโดยนางอัมพร? รัตนวิทย์? น.ส. พวงร้อย? วรกุล? น.ส. ขนิษฐา? สันติกุล?? นายวันชัย? ไชยสิทธ์? น.ส สุชีรา ภัทรายุตวรรตน์และน.ส.จุฑาทิพย์? วงษ์สุวรรณ??
Tags: การเลี้ยงดู, พัฒนาการเด็ก, สติปัญญา, เด็ก, เด็กดี