พลักรักไร้จอ เปลี่ยนจอมือถือเป็นมือแม่ : ถอดรหัส 3 ดี พลิกนิเวศสื่อสุขภาวะ คืนรอยยิ้มเด็กปฐมวัยชายแดนใต้ สู่พลังนโยบายท้องถิ่น
วัยเด็ก อายุ 2-7 ปี ซึ่งถือเป็น “ช่วงเวลาทองของชีวิต” ที่สมองมนุษย์พัฒนาไปแล้วกว่าร้อยละ 90 แต่ในความเป็นจริงของครอบครัวยุคปัจจุบัน ภาระการทำมาหากินและความจำเป็นทางเศรษฐกิจบีบให้ผู้ปกครองจำนวนมากจำใจต้องยื่นสมาร์ตโฟนให้ลูกอยู่กับหน้าจอเพียงลำพัง ภาพเด็กเล็กสมาธิสั้น อารมณ์ร้อน สื่อสารช้า และขาดปฏิสัมพันธ์ กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (ศพด.) ทั่วพื้นที่ชายแดนใต้ต้องเผชิญ
“การติดจอไม่ใช่ปัญหาพฤติกรรมส่วนบุคคลของเด็ก แต่เป็นโจทย์ของระบบนิเวศรอบตัวเด็ก” การบอกให้เด็กหยุดดูหน้าจอจึงไม่มีวันสำเร็จ หากปราศจาก “สิ่งที่ดีกว่าและสนุกกว่า” มาทดแทน ด้วยเหตุนี้ สำนักสร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา (สำนัก 11) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.), องค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา (อบจ.ยะลา), องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และ กลุ่ม wearehappy (องค์กรสาธารณประโยชน์) จึงได้ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการ “พัฒนาระบบนิเวศสื่อสุขภาวะเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัย” ภายใต้แคมเปญ “พลังรักไร้จอ : เปลี่ยนมือถือเป็นมือแม่ @ 3 จังหวัดชายแดนใต้” ในวันที่ 9 ตุลาคม 2569
ปฏิบัติการ 3 ดี ปลุกพลังครอบครัว-ชุมชน ผ่านศูนย์พัฒนาเด็กเล็กนำร่อง 15 แห่ง (จังหวัดยะลา 14 แห่ง และปัตตานี 1 แห่ง) โดยใช้กรอบคิด “3 ดี (สื่อดี พื้นที่ดี ภูมิดี)” บูรณาการเข้ากับวิถีชีวิตพหุวัฒนธรรมและสายใยรักความผูกพันในครอบครัว ผ่าน 4 ปฏิบัติการสำคัญ คือ
1. ปฏิบัติการ “มือแม่สร้างสุข” (สื่อดี): ครูชวนพ่อแม่ ผู้ปกครอง วางหน้าจอแล้วมาเวิร์กช็อปผลิตของเล่นทำมือจากวัสดุธรรมชาติและของเหลือใช้ใกล้ตัว เช่น ใบตาล กะลามะพร้าว กล่องกระดาษ ดินเบา และหนังสือนิทานสองภาษา ก่อเกิดเป็นสื่อของเล่นสร้างสรรค์ถึง 394 ชิ้น ที่อบอวลไปด้วยความรักและความภาคภูมิใจ
2. จัดตั้ง “ธนาคารสื่อสร้างสรรค์” (พื้นที่ดี): ศพด. ร่วมกับชุมชนเปิดระบบรับบริจาควัสดุและรวบรวมสื่อทำมือกว่า 273 ชิ้น ให้เด็กและผู้ปกครองยืม-คืนกลับไปเล่นที่บ้าน ช่วยทลายกำแพงความเหลื่อมล้ำ ทำให้ทุกครอบครัวเข้าถึงของเล่นคุณภาพได้โดยไม่ต้องซื้อหาราคาแพง
3. ขยายผลสู่ “ครอบครัว 3 ดี” และ “มหัศจรรย์งานสนุก 4 งาน” (ภูมิดี): ครูหนุนเสริมให้พ่อแม่ปรับเปลี่ยนบ้านเป็นมุมเล่น “อุ่นใจไร้จอ” กว่า 105 พื้นที่ พร้อมนำวิถีชีวิตประจำวันผ่าน งานบ้าน งานครัว งานสวน และงานภูมิปัญญา มาเป็นกิจกรรมสร้างเวลาคุณภาพ ควบคู่กับกติกาง่ายๆ เช่น กินข้าวไม่ดูจอ และงดจอก่อนนอน
4. ครูคือข้อต่อ ชุมชนคือพลังเกื้อหนุน: ครูลงพื้นที่เยี่ยมบ้านและติดตามผ่านกลุ่มสื่อสารออนไลน์ เกิดการเชื่อมประสานผู้นำศาสนา ผู้นำท้องที่ อสม. และ อปท. มาร่วมสร้างลานเล่นปลอดภัยในชุมชน มัสยิด และศูนย์ตาดีกา
ดอกผลความสำเร็จ: เมื่อเด็กวางจอ รอยยิ้มก็คืนกลับมา โดยมี ผลลัพธ์เชิงประจักษ์จากการลงมือทำจริง สะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่น่าประทับใจดังนี้
ชุมชนตื่นตัว: มีผู้ปกครองเข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการกว่า 321 คน และลงมือทำจริงในโมเดล “ครอบครัว 3 ดี” ถึง 212 ครอบครัว โดยได้รับการยกย่องเป็นครอบครัว 3 ดีต้นแบบ 51 ครอบครัว
เวลาหน้าจอลดฮวบ: ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่มีการติดตามบันทึกผล พบว่าเด็กปฐมวัยลดพฤติกรรมติดจอและหันมาเล่นสื่อสร้างสรรค์ทดแทนได้สำเร็จถึง 70% – 100%
พัฒนาการเด็กเปลี่ยนผ่านสู่สุขภาวะ: กล้ามเนื้อมัดเล็กและมัดใหญ่แข็งแรงขึ้น อารมณ์เย็นลงอย่างเห็นได้ชัด มีสมาธิจดจ่อ และกล้าสื่อสารเล่าเรื่องด้วยภาษาของตนเอง
พ่อแม่เปลี่ยนบทบาท: จากเดิมที่เป็น “ผู้ยื่นมือถือให้ลูก” ก้าวสู่การเป็น “นักสื่อสารสุขภาวะประจำบ้าน” ที่เข้าใจจิตวิทยาและพร้อมมอบเวลาคุณภาพให้กับลูกอย่างแท้จริง
ความสำเร็จจากปฏิบัติในห้องเรียนและครัวเรือน ส่งต่อสู่ งาน “มหกรรมพลังรักไร้จอ 2026 : สานพลัง 3 ดี สู่ระบบนิเวศสื่อสุขภาวะเพื่อเด็กปฐมวัยชายแดนใต้” ณ ห้องประชุมมุขมนตรี องค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา โดยมีภาคีเครือข่ายเด็กปฐมวัยจากยะลา ปัตตานี และนราธิวาส เข้าร่วมอย่างอบอุ่น
ภายในงานเต็มไปด้วยสีสันของลังแห่งการเรียนรู้ ทั้งขบวนพาเหรดสื่อสร้างสรรค์จาก 15 ศพด., เวที Teacher Talk “วันที่ครูชวนเด็กวางจอ แล้วเราได้เห็นอะไร?”, นิทรรศการและตลาดนัด 3 ดี, ตลอดจน Workshop 4 งานสร้างสุข
นายมุขตาร์ มะทา นายก อบจ.ยะลา ประธานในพิธีเปิด “ประกาศเจตนารมณ์ร่วม สานพลัง 3 ดี” ร่วมกับผู้บริหาร อปท. ทั้ง 15 แห่ง กล่าวย้ำหลักคิดสำคัญว่า
การดูแลเด็กปฐมวัยในยุคดิจิทัล ไม่ใช่เพียงการจำกัดเวลาหน้าจอ แต่เป็นการสร้างทางเลือกที่ดีกว่า “ลดจอ เพิ่มใจ เมื่อลดเวลาหน้าจอ เราต้องเพิ่มเวลาเล่น เพิ่มพื้นที่เรียนรู้ และดึงความรักในครอบครัวกลับมา โดย อบจ. พร้อมสนับสนุนการขยายผลโมเดลนี้ไปสู่แผนพัฒนาการศึกษาและชุมชนทั่วทั้งจังหวัด”
ขณะที่ ดร.นพ.สมหมาย บุญเกลี้ยง ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. ร่วมกิจกรรมและนำคณะผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง และภาคีเครือข่าย กล่าวคำประกาศเจตนารมณ์ “สานพลัง 3 ดี สู่ระบบนิเวศสื่อสุขภาวะเพื่อเด็กปฐมวัยชายแดนใต้” ณ ห้องประชุมมุขมนตรี องค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ส่งเสริมพัฒนาการ และยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กปฐมวัยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
การขับเคลื่อนครั้งนี้มุ่งเน้นแนวคิด “พลัง 3 ดี” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันและพัฒนาการที่เหมาะสมให้แก่เด็กปฐมวัย ประกอบด้วย สื่อดี ส่งเสริมการเข้าถึงหนังสือนิทาน ของเล่นสร้างสรรค์ และสื่อจากภูมิปัญญาท้องถิ่น พื้นที่ดี สร้างบ้าน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และชุมชนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย อบอุ่น และเอื้อต่อการเรียนรู้ และ ภูมิดี เสริมสร้างทักษะชีวิต ภูมิคุ้มกันทางอารมณ์ และการรู้เท่าทันสื่อ โดยเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่น


ทั้งนี้ การสร้างระบบนิเวศสื่อสุขภาวะสำหรับเด็กปฐมวัย จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งครอบครัว สถานศึกษา ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันส่งเสริมให้เด็กเติบโตท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ได้เรียนรู้ผ่านสื่อสร้างสรรค์ มีพัฒนาการสมวัย และมีทักษะในการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข
ดร.สรวงธร นาวาผล ผู้อำนวยการกลุ่ม wearehappy กล้าวย้ำเพิ่มเติมว่า นวัตกรรมอย่างธนาคารสื่อสร้างสรรค์ , ครอบครัว 3 ดี , มหัศจรรย์ 4งานสนุก (งานบ้านงานครัว งานสวน งานอาชีพ) และ ตลาดนัด 3 ดี ได้ลงมือจริงในพื้นที่และสามารถแก้ปัญหาได้จริงด้วยต้นทุนความรักและภูมิปัญญาท้องถิ่น และสามารถขยายผล เป็นต้นทุนให้ อบจ. และ ศอ.บต. สามารถบรรจุลงในแผนพัฒนาพื้นที่เพื่อความยั่งยืนในการพัฒนาเด็กปฐมวัยและครอบครัวในระดับท้องถิ่นได้
ด้าน นางสาวสายใจ คงทน หัวหน้าโครงการฯ ผู้แทนสำนัก ๑๑ สสส. สรุปบทเรียนสำคัญว่า การสร้างนิเวศสื่อสุขภาวะรอบตัวเด็กด้วยวิถีพหุวัฒนธรรม: สานพลัง 3 ดี สู่สุขภาวะทางปัญญาเด็กปฐมวัยชายแดนใต้” ระบุว่า “การติดจอไม่ใช่ปัญหาพฤติกรรมส่วนบุคคลของเด็ก แต่เป็นโจทย์ของ ระบบนิเวศสื่อสุขภาวะรอบตัวเด็ก การบอกให้เด็กวางหน้าจอโดยไม่มีอะไรทดแทนย่อมเป็นเรือ่งยาก เกินกว่าที่ผู้ปกครองเด็กจะรับมือเพียงลำพัง สสส. จึงขับเคลื่อนแนวคิด ‘3 ดี : สื่อดี พื้นที่ดี ภูมิดี เพื่อคืนเวลาคุณภาพ และดึงพลังความรัก รวมถึงวิถีพหุวัฒนธรรมท้องถิ่นกลับมาสร้างนิเวศสื่อสุขภาวะทางปัญญาให้เด็กปฐมวัย
พลังรักที่หน้าจอไม่อาจทดแทน ได้นั้นต้องบูรณาการร่วมกัน ทั้งนโยบายจากภาครัฐ ผสานเข้ากับพลังท้องถิ่น ความทุ่มเทของครู และความเข้าใจของพ่อแม่ เพื่อให้เกิดนิเวศสื่อสุขภาวะที่เด็กได้เติบโต เรียนรู้ อย่างเท่าทัน อบอุ่นปลอดภัย ด้วย “สองมือแม่และสายใยครอบครัว”
