5 แนวทางสร้างนิเวศสื่อสุขภาวะในครอบครัว

ดร.สรวงธร นาวาผล ผู้อำนวยการกลุ่ม wearehappy และผู้ร่วมพัฒนาแนวคิดนิเวศสื่อสุขภาวะ ให้ข้อเสนอแนะต่อครอบครัวที่ต้องการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย ดังนี้

“เด็กปฐมวัยไม่ได้ต้องการสื่อที่ดีที่สุด แต่ต้องการ ผู้ใหญ่ที่อยู่กับเขาอย่างมีคุณภาพ โทรศัพท์ไม่ใช่ศัตรู แต่หน้าจอไม่ควรเข้ามาแทนที่ความสัมพันธ์ แนวทางง่ายๆ ที่ทุกครอบครัวสามารถนำไปปรับใช้ได้

📌1. เปลี่ยนบทบาทจาก ‘ผู้ห้าม’ เป็น ‘ผู้อยู่ด้วย’ แทนการห้ามเด็กใช้หน้าจอโดยเด็ดขาด ควรสร้างกิจกรรมทางเลือก เช่น การเล่นของเล่นทำมือ อ่านนิทาน หรือทำงานบ้านเล็กๆ ร่วมกัน เพื่อให้เด็กค่อยๆ ลดการพึ่งพาหน้าจออย่างเป็นธรรมชาติ

🖍2. ใช้สื่อไม่สำเร็จรูป เปิดพื้นที่จินตนาการ ของเล่นหรือสื่อปลายเปิดที่ไม่กำหนดคำตอบตายตัว จะช่วยให้เด็กคิดเอง เล่นเอง และสร้างความหมายของการเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งส่งผลต่อสมาธิและความคิดสร้างสรรค์ในระยะยาว

🎈3. พื้นที่เล็กๆ แต่สม่ำเสมอ สำคัญกว่าความสมบูรณ์แบบ ไม่จำเป็นต้องมีห้องเรียนหรืออุปกรณ์ราคาแพง เพียงจัดมุมหนึ่งในบ้านให้เป็นพื้นที่เล่นหรืออ่านหนังสือ และมีเวลาให้ลูกอย่างสม่ำเสมอ ก็เพียงพอในการสร้างนิเวศการเรียนรู้ที่ดี

🌟4. ผู้ใหญ่คือสื่อที่ทรงพลังที่สุด เด็กเรียนรู้จากสิ่งที่เห็นมากกว่าสิ่งที่ถูกสอน หากผู้ปกครองวางโทรศัพท์ พูดคุย เล่น และฟังเด็กอย่างตั้งใจ เด็กจะซึมซับรูปแบบการเรียนรู้และการสื่อสารที่ดีโดยอัตโนมัติ

🎉5. สร้างกติกาครอบครัว เพื่อความยั่งยืน การตกลงร่วมกันในครอบครัว เช่น ไม่ใช้โทรศัพท์ต่อหน้าเด็ก หรือมีช่วงเวลาเล่นร่วมกันทุกวัน จะช่วยให้การดูแลเด็กเป็นความรับผิดชอบร่วม ไม่ตกอยู่ที่ใครคนหนึ่ง 😄

โพสท์ใน เคล็ดลับการพัฒนาเด็ก | ติดป้ายกำกับ , , , | ใส่ความเห็น

เคล็ดลับ “ลดเวลาจอ เพิ่มกิจกรรมสุขภาวะ”

เคล็ดลับ “ลดเวลาจอ เพิ่มกิจกรรมสุขภาวะ” เพื่อการเติบโตที่สมดุลของลูกรัก ✨
ยุคดิจิทัลแบบนี้ เลี่ยงยากที่จะให้ลูกไม่เจอจอ… แต่เราจัดการได้!
มีคำแนะนำดีๆ มาฝากผู้ปกครอง เพื่อสร้างนิเวศสื่อสุขภาวะที่ดีเริ่มต้นได้ที่บ้าน
✅ 1. คุมเวลาให้เป๊ะ: เด็กเล็กไม่ควรเกิน 1 ชม./วัน และต้องมีผู้ปกครองดูแล
✅ 2. สร้างพื้นที่ “3 ดี”: สื่อดี พื้นที่ดี ภูมิดี จัดมุมเล็กๆ ในบ้านให้ลูกได้ปล่อยพลังสร้างสรรค์
✅ 3. ลุยกิจกรรมกลางแจ้ง: ให้ลูกได้สัมผัสธรรมชาติ เล่นดิน ปลูกต้นไม้ วิ่งเล่นอย่างอิสระ
✅ 4. ปั้น “นักสื่อสารสุขภาวะ”: ชวนลูกคิด ชวนลูกคุย สอนให้เท่าทันสื่อตั้งแต่วัยเยาว์
เพราะการลดเวลาหน้าจอ แล้วแทนที่ด้วยความอบอุ่นและการเล่น จะช่วยให้เด็กๆ เติบโตอย่างมีความสุขในทุกมิติ ❤️

โพสท์ใน เคล็ดลับการพัฒนาเด็ก | ติดป้ายกำกับ , , , , | ใส่ความเห็น

พลัง 3 ดี สู่การเรียนรู้ข้ามวัย

โดย สายใจ คงทน

 3 ดี คืออะไร

สื่อดี  หมายถึง สื่อการเรียนรู้หรืออุปกรณ์ที่เหมาะสม เช่น สื่อการเรียนรู้ที่ครูหรือผู้รู้ในชุมชนผลิตขึ้น หรือการใช้วัสดุธรรมชาติที่ปลอดภัยต่อเด็ก โดยสื่อที่ดีนี้ควรส่งเสริมให้เด็กคิดวิเคราะห์ได้ด้วยตนเอง และเหมาะสมตามช่วงวัย ทำให้การเรียนรู้มีความสนุกและปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ ของเล่น หรือบุคคล เช่น ครู และผู้รู้ในชุมชนที่มีบทบาทในการเป็นสื่อการเรียนรู้โดยตรง

พื้นที่ดี  หมายถึง พื้นที่ที่ครู เด็ก ผู้ปกครอง และชุมชนร่วมกันออกแบบและปรับให้สอดคล้องกับการเรียนรู้ของเด็ก เช่น มุมพัฒนาทักษะชีวิต มุมเล่น และมุมอ่าน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เอื้อต่อการสำรวจ เรียนรู้ และพัฒนาทักษะชีวิตของเด็ก พื้นที่ทางกายภาพที่ดีนี้เปิดโอกาสให้เด็กได้คิดและเล่นอย่างสร้างสรรค์ รวมถึงสร้างความผูกพันกับสภาพแวดล้อมรอบข้างที่เป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาการทางกายและจิตใจ

ภูมิดี หมายถึง การนำภูมิปัญญาชุมชนเข้ามาในกระบวนการเรียนรู้ เช่น การเรียนรู้ผ่านเรื่องราวพื้นบ้านหรือการใช้วิถีชีวิตในท้องถิ่นเป็นกรอบการเรียนรู้ ส่งผลให้เด็กเข้าใจคุณค่าและสามารถปรับตัวในสังคมได้อย่างมีความสุข ปัจจัยดังกล่าวยังส่งเสริมให้เกิด “ภูมิคุ้มกัน” ทางจิตใจให้เด็กสามารถป้องกันตนเองจากปัจจัยเสี่ยงรอบตัว และรู้เท่าทันสื่อ สังคม และการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

ทำไมการเรียนรู้ข้ามวัยจึงสำคัญ

การเรียนรู้ข้ามวัย/ร่วมกันระหว่างวัย คือ กระบวนการเรียนรู้ที่มีการปฏิสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความรู้ ทักษะ และคุณค่าต่างๆ ระหว่างกลุ่มคนที่มีช่วงวัยแตกต่างกัน โดยมักมุ่งเน้นที่การมีส่วนร่วมระหว่างคนรุ่นใหม่ (เช่น เด็กหรือเยาวชน) กับคนรุ่นเก่า (เช่น ผู้สูงอายุ)”

การเรียนรู้ข้ามวัย คือ “หัวใจของการสร้างนิเวศสุขภาวะ”   เพราะว่าในสังคมของประเทศไทย เรากำลังก้าวเข้าสู่ สังคมสูงวัย  และการเปลี่ยนผ่านของยุคดิจัล โดยเฉพาะช่องว่างระหว่างวัย หรือ คนระหว่างเจนเนอรชั่นต่างมีความคิดแตกต่างกัน เพื่อ

ลดช่องว่างระหว่างวัย การเรียนรู้ข้ามวัยช่วยให้คนต่างรุ่นได้เห็นแง่มุมความจริง เช่น มองว่าผู้สูงอายุล้าสมัย หรือมองว่าเด็ก Gen Z ขาดความอดทน

การสร้างความเข้าอกเข้าใจ เมื่อเกิดการเรียนรู้ร่วมกัน จะเกิดความเข้าใจในข้อจำกัดและศักยภาพของคนต่างรุ่น  

เกิดการแลกเปลี่ยนภูมิปัญญา  ผู้สูงอายุคือคลังประสบการณ์ชีวิต  ในขณะเดียวกัน   เด็กและเยาวชนสามารถช่วยพาผู้สูงวัยก้าวข้าม “ความกลัวเทคโนโลยี” ทำให้ผู้สูงอายุสามารถใช้สื่อดิจิทัลได้อย่างปลอดภัยและเท่าทัน

ทำให้เกิดสุขภาวะที่ดีขึ้นของทุกช่วงวัย  การมีกิจกรรมร่วมกับคนรุ่นใหม่ ทำให้ผู้สูงอายุ รู้สึกว่าตนเองยังมีคุณค่า ต่อสังคม   เด็กและเยาวชน  ก็มี “ต้นแบบ” หรือ “พี่เลี้ยง” ที่มีประสบการณ์ชีวิตสูง ช่วยสร้างความรู้สึกมั่นคงทางจิตใจ เสริมสร้างทักษะทางอารมณ์ และความฉลาดรู้ในการใช้ชีวิต

เกิดการสร้างเครือข่ายความปลอดภัยในชุมชน  เมื่อคนในชุมชนรู้จักและไว้วางใจกันข้ามรุ่น จะเกิด การดูแลที่เป็นธรรมชาติ เช่น ผู้ใหญ่ช่วยเป็นหูเป็นตาให้เด็ก เด็กช่วยดูแลความปลอดภัยทางเทคโนโลยีให้ผู้ใหญ่สามารถร่วมกันแก้ปัญหาความขัดแย้งภายในชุมชนได้เป็นอย่างดี

      เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้   ทุกคนสามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ได้เสมอ เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันโดยไม่จำกัดวัย

พลัง 3 ดีกลไกขับเคลื่อนความสำเร็จ  

การจะทำให้การเรียนรู้ข้ามวัย โดยใช้กลไก 3 ดี ในการขับเคลื่อน ดังนี้

1. สื่อดี  เป็นตัวกลางในแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สร้างความสัมพันธ์ระหว่างกัน

  • ใช้สื่อที่เข้าถึงง่ายและกระตุ้นความจำร่วมสมัย  เช่น ของเล่นแบบเก่า  เรื่องเล่า   
  • ใช้สื่อดิจิทัลเป็นเครื่องมือในการร่วมสร้างสรรค์ เช่น การทำคลิปสั้นร่วมกัน
  • เน้นสื่อที่ก่อให้เกิดการถาม-ตอบ มากกว่าการรับสารทางเดียว

2. พื้นที่ดี  เป็นพื้นที่ที่เอื้อให้คนต่างวัยมาพบปะกันอย่างปลอดภัยและอบอุ่น

  • กายภาพ: ออกแบบพื้นที่ที่เอื้อต่อคนทุกกลุ่ม เช่น สวนผักชุมชน ลานกิจกรรม
  • จิตวิทยา: สร้างบรรยากาศพื้นที่กลางที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของเหนือใคร เพื่อให้เกิดความเท่าเทียม
  • ความยืดหยุ่น: ปรับเปลี่ยนการใช้งานได้ตามกิจกรรมลดช่องว่างระหว่างวัย

3. ภูมิดี   เป็นพลังจากภูมิปัญญาชุมชนและการสร้างความหมายร่วมกัน

  • ดึงทุนทางสังคมและภูมิปัญญาดั้งเดิมมาเป็นเนื้อหาหลัก เช่น อาหาร, งานฝีมือ, ประวัติศาสตร์ชีวิต
  • ทำให้คนรุ่นเก่ารู้สึกเป็นผู้ให้ และคนรุ่นใหม่รู้สึกภาคภูมิใจ
  • เชื่อมโยงภูมิปัญญา สร้างความเข้มแข็งในชุมชน

ตัวอย่างกิจกรรม

กิจกรรม “นิทานอ่านเล่น… เป็นเรื่อง (ของชุมชน)”

            เน้นกระบวนการสร้าง สื่อดี โดยใช้ต้นทุนทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น

  • จัดกระบวนการให้ผู้สูงอายุมาล้อมวงเล่าประวัติศาสตร์ชุมชน หรือตำนานท้องถิ่น (เช่น เรื่องเล่าเกี่ยวกับโนรา หรือเขาทะลุ) ให้เด็กและครูปฐมวัยฟัง จากนั้นครูและเด็กจะช่วยกันนำเรื่องเล่านั้นมาทำเป็น “สมุดนิทานทำมือ”  “หุ่นมือ”
  • การเรียนรู้ข้ามวัย ผู้สูงอายุได้รื้อฟื้นความจำและส่งต่อภูมิปัญญา  เด็กๆ ได้ซึมซับอัตลักษณ์ชุมชนผ่านการฟังและวาดภาพ

กิจกรรม “ตลาดนัดสื่อสร้างสรรค์  ชุมชน 3 ดี “

 ยก “นิเวศสื่อสุขภาวะ” ออกมาไว้นอกห้องเรียน เพื่อให้คนในชุมชนได้เห็นภาพร่วมกัน

  •  จัดงานในชุมชนที่แบ่งเป็นฐานกิจกรรม เช่น ฐานพับใบเตย  สานทางมะพร้าว (โดยคุณยาย), ฐานเล่นหมากขุม (โดยคุณตา), และฐานวาดภาพระบายสี (โดยพี่ๆ วัยรุ่น)
  • เป็นการออกแบบให้เกิดการสื่อสารปฏิสัมพันธ์ ที่ให้เด็กปฐมวัย เรียนรู้จากผู้ใหญ่ในชุมชนอย่างเป็นธรรมชาติ

กิจกรรม “สำรับพื้นบ้าน อาหารพื้นถิ่น  “

กิจกรรมที่เน้นความสัมพันธ์ในครอบครัวและชุมชนผ่านวัฒนธรรมการกิน”อาหาร” ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางที่เชื่อมโยงความรักและการดูแลสุขภาวะเข้าด้วยกัน

  • สนับสนุนให้ ศพด. จัดวันที่เด็กๆ และผู้ปกครอง/ปู่ย่าตายาย หิ้วปิ่นโตอาหารท้องถิ่นมากินร่วมกันที่ศูนย์ฯ หรือชวนให้ ผู้ใหญ่สอนอาหารการกินของท้องถิ่น ให้เด็กเรียนรู้    เกิดการพูดคุยเรื่องวัตถุดิบ ฤดูกาล และวิธีปรุง  เด็กๆ ได้ฝึกทักษะทางสังคมและภาษาผ่านการล้อมวงกินข้าวกับผู้ใหญ่

กิจกรรม มหัศจรรย์สื่อสร้างสรรค์

ส่งเสริมให้เด็ก และผู้ใหญ่ร่วมกันสร้างสื่อสร้างสรรค์ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยกัน

ผู้ใหญ่ชวน เด็กๆ ทำ “สื่อพื้นบ้าน” เช่น การจักสานใบมะพร้าวเป็นรูปสัตว์, การทำขนมพื้นบ้าน หรือการปลูกผักสวนครัวในกระถางรีไซเคิล  ชักชวนเด็กรุ่นพี่ประถม มัธยมมาเป็นผู้สื่อข่าวจำลอง ถ่ายรูป เล่าเรื่องราวผ่านคลิปสั้น

  • นิเวศสื่อสุขภาวะ (3 ดี)
    • สื่อดี: ผู้สูงอายุคือ “สื่อบุคคล” ที่มีชีวิต และของเล่นทำมือคือ “สื่อจากธรรมชาติ”
    • พื้นที่ดี: ศพด. กลายเป็นพื้นที่กลางที่เชื่อมคนสองรุ่นเข้าหากัน
    • ภูมิดี: เด็กได้ฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็กและสมาธิ ส่วนผู้สูงอายุเกิดความภูมิใจ   ที่ได้ถ่ายทอดความรู้

 บทเรียนสำคัญจากการปฏิบัติ

  1. ความเสมอภาพ การเคารพซึ่งกันและกัน  ก้าวข้ามคติ “”อาบน้ำร้อนมาก่อน”” หรือ “”คนรุ่นใหม่ฉลาดกว่า”  เปลี่ยนเป็นการรับฟังอย่างลึกซึ้ง  จากคนสอนมาเป็นคนเรียนรู้ร่วมกัน แลกเปลี่ยนกันไม่มีคนสอน ไม่มีคนฟัง  เป็นผู้แลกเปลี่ยนกัน ทุกคนเป็นครูของกันและกันได้
  2. เน้นใจ   มองที่ “กระบวนการ” มากกว่า “ผลงาน”    พูดคุยกัน มอบรอยยิ้ม มิตรภาพระหว่างทาง สำคัญกว่าชิ้นงานที่สำเร็จ
  3.  หา “จุดร่วม” ที่สนใจ  กิจกรรมที่ไม่ถูกกำหนดโดยคนรุ่นใดรุ่นหนึ่ง แต่ต้องให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่มีส่วนร่วมในการคิด เพื่อให้ตอบโจทย์ความสนใจของทั้งสองฝ่าย เช่น สิ่งที่ชอบ ปัญหาร่วมในชุมชน
  4. มีจุดเชื่อมต่อหรือตัวกลางเชื่อมโยง   ต้องมีผู้ประสานงานหรือผู้อำนวยการเรียนรู้ ที่จะช่วยเชื่อมโยงและแปลความต่างของภาษา ความคิดของคนระหว่างวัย ให้เข้าใจกันง่ายขึ้น
  5. ความสม่ำเสมอ     ไม่ใช่กิจกรรมครั้งเดียวจบ แต่ต้องเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต หรือเป็นกิจกรรมที่สามารถทำได้อย่างสม่ำเสมอ

โพสท์ใน บทความ | ติดป้ายกำกับ , , , | ใส่ความเห็น

นิเวศสุขภาวะและความปลอดภัยเพื่อพัฒนาความฉลาดรู้และเท่าทันของเด็กวัยเรียน

“ความฉลาดรู้และเท่าทันคือหัวใจของความปลอดภัยในทุกระดับ”

ดร. สรวงธร นาวาผล
ผู้อำนวยการกลุ่มwearehappy
องค์กรสาธารณประโยชน์ด้านการพัฒนาเด็ก เยาวชน ครอบครัวและชุมชน

  1. สถานการณ์โลกในศตวรรษที่ 21 : โลกที่ “ผันผวน ซับซ้อน เปราะบาง และเชื่อมโยงถึงกัน”
    โลกในศตวรรษที่ 21 ที่มีความผันผวน เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและเต็มไปด้วยความเสี่ยงที่ซับซ้อน ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นคือการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและคาดเดายากทั้งทางเทคโนโลยี ภูมิอากาศ เศรษฐกิจ โรคระบาด สงครามความไม่แน่นอนในชีวิตประจำวัน เช่น งานไม่มั่นคง รายได้ไม่แน่นอน ระบบสังคมเปราะบางความซับซ้อนและการเชื่อมโยงข้ามระบบปัญหาหนึ่งส่งผลต่ออีกปัญหาหนึ่งเสมอ เช่น ภัยพิบัติที่ส่งผลกระทบถึงสุขภาพ เศรษฐกิจ และครอบครัวตลอดถึงแรงกดดันทางด้านจิตใจทั้งจากโลกเสมือนและโลกแห่งความเป็นจริง
    ภายใต้ภัยคุกคามที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงอุบัติเหตุทางกายภาพ แต่ขยายวงกว้างไปยังเรื่องใหม่ๆ เช่น ภัยทางเทคโนโลยี เช่น ไซเบอร์บูลลี่ (Cyberbullying) และข่าวปลอม ภัยทางสิ่งแวดล้อม มลพิษ ฝุ่น PM 2.5 และโรคระบาดข้ามสายพันธุ์ต่างๆ ภัยจากพฤติกรรมบริโภค อาหารไม่ปลอดภัย บุหรี่ไฟฟ้า และสิ่งมึนเมา ภัยทางด้านอารมณ์และสังคมความเครียด ความโดดเดี่ยว ความรู้สึกไม่มั่นคงและปลอดภัยนั้น สถานการณ์ดังกล่าวเป็นบริบทโลกที่ “มนุษย์”ไม่ได้เผชิญ “ภัย”เหล่านั้นตามลำพังหรือเป็นเพียงปัญหาระดับ “ปัจเจก”แค่เฉพาะตัว หากแต่เป็นการเผชิญวิกฤต “เชิงระบบ”ที่เป็นไปด้วยกันทั้งหมด
  2. นิเวศสุขภาวะและความปลอดภัย: คำตอบของชีวิตและสังคมที่มีคุณภาพ
    คำถามที่ว่า เราจะ “อยู่รอดอย่างมีคุณภาพ เป็นสุข และปลอดภัย ” ได้อย่างไรในโลกที่ไม่แน่นอนจึงมีการตีความการพัฒนาด้วยความหมายใหม่ด้วย 3แนวคิด คือ ทุกคนควรมีเป้าหมายอยู่ที่สุขภาวะ ความปลอดภัย และความยั่งยืน ที่ทุกคน ทุกฝ่าย ทุกระดับ ทุกภาคส่วนต้องมีส่วนร่วมแบบไม่แยกส่วน
    “นิเวศสุขภาวะ” จึงเป็นคำตอบที่น่าสนใจอย่างยิ่งเนื่องจากมุมมองเชิงนิเวศเป็นการมองทุกชีวิต ทุกสรรพสิ่งทั้งระบบโดยเน้นย้ำถึงความเชื่อมโยงที่ถักทอเป็นโยงใยที่ส่งผลกระทบถึงกันและกันเสมอหากระบบหนึ่งเสียสมดุลก็จะส่งผลกระทบต่ออีกระบบหนึ่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้และเมื่อกล่าวถึงนิเวศสุขภาวะและความปลอดภัย ในที่นี้จึงให้ความหมายไว้ว่า “ความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกันระหว่างสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ และสุขภาพของมนุษย์ และ สุขภาพ กาย ใจของมนุษย์จึงเกิดจาก ความสัมพันธ์ของระบบรอบตัวทั้งระบบไม่ใช่เรื่องเฉพาะตัวบุคคลเพียงลำพังหากแต่ต้องเกิดจากความสมดุลทั้งระบบย่อยที่ประกอบด้วย ผู้คน ครอบครัว ชุมชน สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ วัฒนธรรม สื่อ เทคโนโลยี นโยบายและโครงสร้างสังคมที่มีมุมมองต่อคุณค่าและความหมายชีวิตสร้างสรรค์ นั่นเองกล่าวคือสุขภาวะไม่สามารถพึ่งบุคคลได้เพียงลำพัง การสร้างความปลอดภัย ต้องออกแบบระบบความสัมพันธ์และสภาพแวดล้อมและนิเวศสุขภาวะต้องพัฒนาความปลอดภัยเชิงโครงสร้างมีผู้คนที่พึ่งพาอาศัยกันได้ มีพื้นที่ปลอดภัยและมีเครือข่ายความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลดูและกันและกัน”
    โลกศตวรรษที่ 21 เป็นโลกของความไม่แน่นอนและความเสี่ยงเชิงระบบสุขภาวะและความปลอดภัยจึงไม่อาจสร้างด้วยมาตรการเฉพาะจุดแต่ต้องอาศัย “นิเวศสุขภาวะ” ที่เชื่อมโยงคน ครอบครัว ชุมชน สิ่งแวดล้อม และนโยบายเข้าด้วยกันเพื่อให้มนุษย์สามารถอยู่รอด ฟื้นตัว และเติบโตอย่างมีศักดิ์ศรีในโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

3.ความฉลาดรู้และเท่าทัน:ทักษะสำคัญเพื่อสุขภาวะและความปลอดภัยของเด็กวัยเรียน
3.1ในที่นี้ ได้นิยามความฉลาดรู้ และเท่าทัน ว่าคือ ความสามารถในการ รู้คิด เข้าใจ วิเคราะห์ สังเคราะห์ ตลอดจนมีความละเอียดอ่อนและประณีตต่อการซึมซับและกำหนดรู้ภาวะอารมณ์ของตนเองและผู้อื่นที่นำไปสู่การเลือกรับรู้ ตีความ ให้คุณค่าและความหมายต่อทุกสิ่งเร้าที่เข้ามาเพื่อนำไปสู่การใช้ชีวิตมีวิจารณญาณ เหมาะสม และสร้างสรรค์ทั้งต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชนและสังคม
การดำเนินชีวิตท่ามกลางความเสี่ยง/ความไม่ปลอดภัยที่ครอบคลุม
ด้านทางกายภาพ อุบัติเหตุ ภัยพิบัติ โรค(จากเชื้อโรคและโรคจากพฤติกรรม)
ด้านจิตใจ ถูกคุกคามเผชิญกับความรุนแรง ถูกกดดัน รู้สึกด้อยค่า ขาดความเชื่อมั่น ไร้ตัวตน อยู่ในวังวนความเหลื่อมล้ำ
ด้านสังคม ไร้ที่พึ่ง ถูกทอดทิ้ง อคติ ความหลอกลวง ความอยุติธรรม
ด้านข้อมูลและสื่อ ข่าวลวง ความรุนแรงเชิงสัญลักษณ์ สูญเสียอำนาจ การควบคุมตนเองและการจัดการชีวิต
ด้านอนาคต ขาดความสามารถในการรับมือกับการเปลี่นแปลง ฯลฯ

ความฉลาดรู้และเท่าทันเป็นเกราะป้องกันแรกๆที่ทำให้เด็กๆ (และผู้ใหญ่) ไม่ตกเป็นเหยื่อ หรือพลาดเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ของความเสี่ยงหรือความไม่ปลอดภัยในรูปแบบต่างๆ การติดตั้ง ”ความฉลาดรู้และเท่าทัน” แก่เด็กวัยเรียนและคนทุกวัยเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง

3.2) “ความฉลาดรู้และเท่าทัน” มีองค์ประกอบที่เป็นทักษะที่ต้องพัฒนาหลายด้านเช่น
1) ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ (Analytical Thinking) เป็นความสามารถในการแยกแยะข้อมูล ด้วยเหตุและผลว่า เรื่องใดเป็นความจริงหรือความเห็น รวมทั้ง เห็นความเชื่อมโยง และเห็นผลกระทบที่จะเกิดขึ้นซึ่งจะช่วยไม่ตกเป็นเหยื่อของข้อมูลเท็จ การชี้นำ และความตื่นตระหนก
2) การตระหนักรู้ (Awareness)รู้เท่าทันตนเอง (อารมณ์ ความกลัว ความเชื่อ) การตระหนักรู้ เป็นการรู้เท่าทันบริบท สถานการณ์ และความเสี่ยงทำให้หยุดคิดก่อนเลือก ก่อนเชื่อ ก่อนส่งต่อข้อมูลและก่อนตัดสินใจ
3) ความไวต่อทางการรับรู้และการรู้สึกอย่างมีสติ(Sensibility) เป็นทักษะของการตื่นตัวต่อการรับรู้ ที่เป็น“สัญญาณเล็ก ๆ” ของความไม่ปลอดภัย ทำให้สามารถสัมผัสบรรยากาศ ความผิดปกติ ความเปลี่ยนแปลงที่ยังไม่ชัดเป็นระบบเตือนภัยภายในก่อนที่อันตรายจะปรากฏชัดเจน
4) ความสามารถในการตีความ( Interpretive Literacy) หมายถึงความสามารถในการอ่าน เข้าใจ ตีความความหมาย เจตนา และนัยของสารจากการรับสารไม่ว่าจะเป็นการรับสื่อหรือสารประเภทข้อความ ภาพ สื่อ ข่าว เรื่องเล่าด้วยวิธีการใดหรือช่องทางใด ในความหมายนี้จะเน้น “การตีความ” ไม่ใช่แค่อ่านออก อ่าน “สิ่งที่พูด” และ “สิ่งที่ไม่ได้พูด”ตีความเจตนา บริบท แหล่งที่มา ผลประโยชน์แฝง เป็นกระบวนการ “สร้างความหมาย” จากการรับสารสู่การประกอบสร้างเป็นความรู้เพื่อปกป้องตนเองจากความไม่ปลอดภัยและไม่เท่าทัน
5)ความใฝ่เรียนรู้ (Learning Disposition / Curiosity) เป็นแรงขับภายในที่ทำให้มนุษย์อยากรู้ อยากเข้าใจ อยากเรียนรู้สิ่งใหม่ๆมีลักษณะสำคัญคือมีความกระหายใคร่รู้ อยากตั้งคำถาม อยากค้นหาไม่หยุดอยู่กับความไม่รู้
6) การรู้ว่าควรรู้อะไร(Metacognitive / Epistemic) เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมากๆเพราะทักษะนี้ไม่ใช่แค่การรู้ข้อมูลแต่คือความสามารถในการรู้ว่า อะไรสำคัญ และ อะไรไม่จำเป็นรู้ว่า ตนเองรู้อะไรแล้ว และ ยังไม่รู้อะไรและรู้ว่ารู้ว่า สถานการณ์ใดควรรู้เรื่องใดก่อนหรือหลัง ลำดับเรื่องที่ควรรู้และสกัดเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องรู้ทิ้งไปได้ ทักษะนี้ถือว่าการกำกับการเรียนรู้ของตนเอง ช่วยให้รู้ว่าบางทีคนเราก็ไม่จำเป็นต้อง รู้ทุกอย่างไม่ได้บางทีข้อมูล มากเกินไปการรู้ผิดเรื่อง / รู้เกินเรื่องอาจทำให้ ไม่ปลอดภัยได้เช่นกัน
7) ความมีปัญญา(Wisdom) เป็นเรื่องของการมองผ่านหรือทะลุเปลือกเห็นแก่น เห็นสิ่งต่างๆตามความเป็นจริงที่แท้อย่างแม่นตรงหรือผิดพลาดน้อยที่สุดโดยสามารถเชื่อมโยงและทำนายผลที่จะเกิดขึ้นจากการกระทำของตนเองหรือของเรื่องราวต่างๆได้ เป็นการตกผลึกทางข้อมูล ประสบการณ์และความรู้แล้วนำออกมาใช้ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม การมีปัญญาช่วยให้เลือกการกระทำและใช้ชีวิตได้ปลอดภัยโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น


3.3 ความฉลาดรู้และเท่าทัน:หัวใจของนิเวศสุขภาวะและความปลอดภัย
ความฉลาดรู้และความเท่าทันเป็นสมรรถนะภายในของมนุษย์ ที่ทำให้นิเวศสุขภาวะและความปลอดภัย “มีชีวิต” ไม่ใช่แค่ระบบหรือกติกา องค์ประกอบทั้ง 7 ประการทำหน้าที่ร่วมกันดังนี้

  1. การคิดวิเคราะห์ ช่วยแยกแยะความจริง ความเสี่ยง และการชี้นำ
  2. การตระหนักรู้ ทำให้รู้เท่าทันอารมณ์ ตนเอง และสถานการณ์รอบตัว
  3. ความไวต่อการรับรู้และการรู้สึกอย่างมีสติ ทำหน้าที่เป็นระบบเตือนภัยภายในต่อความไม่ปลอดภัย
  4. ความสามารถในการตีความ ช่วยเข้าใจเจตนา นัยแฝง และความหมายของสิ่งที่รับมา
  5. การใฝ่เรียนรู้ เปิดใจให้พร้อมเรียนรู้และปรับตัวต่อโลกที่เปลี่ยนแปลง
  6. การรู้ว่าควรรู้อะไร ทำให้เลือกโฟกัสความรู้ที่จำเป็น ไม่จมกับข้อมูลล้นเกิน
  7. ความมีปัญญา เปลี่ยนความเข้าใจทั้งหมดให้เป็นการตัดสินใจและการกระทำที่ไม่ซ้ำเติมความไม่ปลอดภัย
    เมื่อทักษะทั้ง 7 ประการทำงานร่วมกัน ภายใต้ “ความฉลาดรู้และเท่าทัน” นิเวศสุขภาวะและความปลอดภัยจึงเป็น พื้นที่ที่ผู้คนคิดเป็น รู้ตัว เลือกเป็น และอยู่ร่วมกันอย่างปลอดภัยและมีความหมายในโลกที่ไม่ปลอดภัย ทั้งนี้เด็กและผู้ใหญ่ต้องเปลี่ยนจาก “ความรู้” เป็น ‘ความฉลาดรู้ที่คิดเป็น รู้ตัว รู้สึกเป็น ตีความเป็น และเลือกใช้ชีวิตอย่างมีปัญญา โดยเฉพาะเด็กวัยเรียน (6-12 ปี) ที่ต้องการการบ่มเพาะปลูกฝังบนเส้นทางแห่งประสบการณ์ชีวิตนอกเหนือจากการเรียนรู้จากห้องเรียน

4.กระบวนการเรียนรู้ข้ามวัย( Intergenerational Learning ) สู่นิเวศการเรียนรู้ข้ามวัย
( Intergenerational Learning Ecosystem) กับนิเวศสุขภาวะและความปลอดภัย (Well-being & Safety Ecosystem)
4.1 ความหมายและคุณค่า:กระบวนการเรียนรู้ข้ามวัย เป็น กระบวนการเรียนรู้ที่มีการปฏิสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความรู้ ทักษะ และคุณค่าต่างๆ ระหว่างกลุ่มคนที่มีช่วงวัยแตกต่างกัน โดยมักมุ่งเน้นที่การมีส่วนร่วมระหว่างคนรุ่นใหม่ (เช่น เด็กหรือเยาวชน) กับคนรุ่นเก่า (เช่น ผู้สูงอายุ) เป็นต้น
กระบวนการเรียนรู้ข้ามวัย มีความสำคัญ ต่อนิเวศการเรียนรู้ของเด็ก เพราะเป็นการถ่ายทอดประสบการณ์ตรงจากผู้ใหญ่และผู้สูงอายุสู่เด็ก และในทางกลับกัน ผู้ใหญ่ก็เรียนรู้จากเด็กด้วย เป็นการสร้างระบบนิเวศที่สมดุล องค์รวม และยั่งยืน เพื่อให้เด็กเติบโตอย่างแข็งแรง ปลอดภัย อีกทั้งยังเป็นการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในชุมชน ที่ทุกวัยจะรู้สึกปลอดภัยในการแบ่งปันและเติบโตร่วมกัน
กระบวนการเรียนรู้ข้ามวัยเด็กจึงเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ พื้นที่ประสบการณ์ชีวิตที่อยู่ในชีวิตจริงสัมผัสจับต้องได้ซึ่งมีคุณค่าอย่างยิ่งต่อโลกศตวรรษที่ 21 ที่ผู้คนต่างโลดแล่นอยู่บนโลกเสมือน ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน ต่อผู้คนและต่อสิ่งมีชีวิตอื่นๆ รวมทั้งบรรยากาศสิ่งแวดล้อมถูกแยกห่างออกจากกันไปทุกที การเรียนรู้ข้ามวัยคือ “พื้นที่ฝึกชีวิต”
กระบวนการเรียนรู้ข้ามวัยเป็นการพัฒนากระบวนการเรียนรู้จากชีวิตจริงและประสบการณ์ตรงที่เป็นการจูงมือเด็กสู่โลกประสบการณ์ที่มีชีวิต สร้างความสัมพันธ์ที่ไว้ใจได้กับผู้คนต่างวัยที่อยู่รอบตัว ปัจจุบันมีความเป็นไปได้สูงที่เด็กๆวัยเรียนไปเรียนรู้เองตามลำพัง และสร้างจักรวาลของตนเองที่ยากที่ใครต่อใครจะเข้าถึงแม้แต่ครอบครัวที่เป็นนิเวศที่ใกล้ตัวที่สุด และบางกรณีความไม่ปลอดภัยก็เกิดจากความแปลกแยกจากตนเองนั่นเอง

4.2 นิเวศการเรียนรู้ข้ามวัย กับนิเวศสุขภาวะและความปลอดภัย
องค์ประกอบหลักของนิเวศการเรียนรู้ข้ามวัย
1 ) ผู้เรียนรู้ทุกวัย เป็นหัวใจของระบบ มีทั้งเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ แต่ละวัยมีจุดแข็งต่างกัน เด็ก, วัยทำงาน, ผู้สูงอายุ, คุณครู, ครอบครัว
2 )พื้นที่/สถานที่การเรียนรู้ข้ามวัย ไม่ใช่แค่โรงเรียน แต่รวมถึงบ้าน ชุมชน สวนสาธารณะ ห้องสมุด คาเฟ่ บ้าน, โรงเรียน, ศูนย์ผู้สูงอายุ,หรือห้องสมุด
3)เนื้อหา & ทักษะที่แลกเปลี่ยนกัน ความรู้แบบดั้งเดิม กับความรู้สมัยใหม่ เช่น ผู้สูงอายุสอนทำอาหาร/หัตถกรรม เด็กสอนใช้ AI/แอป/| ภูมิปัญญาท้องถิ่น / Digital Literacy /ทักษะชีวิต
4 ) กระบวนการ/กิจกรรมข้ามวัย /กิจกรรมที่ออกแบบมาให้ทุกวัยร่วมกัน เช่น Storytelling, Workshop ร่วมกัน, โครงการชุมชน, / กิจกรรมเล่านิทาน, ปลูกผักด้วยกัน, สอนหลานใช้สมาร์ทโฟน, สอนย่าทำคอนเทนต์ TikTok
5 ) เทคโนโลยี & เครื่องมือเชื่อมโยง เป็นตัวกลางเชื่อมทุกวัย เช่น แพลตฟอร์มออนไลน์ ,Zoom, LINE Group, แอปเรียนรู้ข้ามวัย,
6 ) วัฒนธรรม & นโยบายสนับสนุน สังคมต้องยอมรับว่าทุกวัยเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต มีนโยบายสนับสนุน เช่น งบประมาณโครงการข้ามวัย / ครอบครัว, ชุมชน, กระทรวงศึกษาฯ, อบต./เทศบาล, องค์กรเอกชน
7 ) การประเมิน & ปรับปรุงต่อเนื่อง การเก็บ Feedback, การวิจัยวัดผลว่าการเรียนรู้ร่วมกันเพื่อ การปรับปรุงระบบและปรับกิจกรรม
นิเวศการเรียนรู้ข้ามวัย เป็นระบบที่ทำให้คนทุกวัยเรียนรู้ร่วมกัน แบ่งปันกัน และเติบโตไปด้วยกัน ไม่ใช่ “เด็กเรียนจากผู้ใหญ่” หรือ “ผู้ใหญ่เรียนจากเด็ก”เท่านั้น แต่เป็น การแลกเปลี่ยนสองทางที่สร้างประโยชน์ให้ทุกคนในระบบนิเวศนั้นกับการเกิดบรรยากาศแห่งความสุขและเป็นการลดช่องว่างระหว่างได้อย่างแนบเนียนและเกิดประโยชน์แก่ทุกฝ่ายด้วย
4.3 จากกระบวนการเป็นกลไก:นิเวศการเรียนรู้ข้ามวัย
นิเวศการเรียนรู้ข้ามวัย เป็นระบบนิเวศ (ecosystem) แห่งการเรียนรู้ที่ออกแบบมาให้คนทุกวัยเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุสามารถเรียนรู้ร่วมกัน แบ่งปันความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ และมุมมองอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยไม่จำกัดเฉพาะในโรงเรียนหรือห้องเรียน แต่ครอบคลุมทั้งครอบครัว ชุมชน สถานที่ทำงาน สังคมออนไลน์ และพื้นที่สาธารณะต่าง ๆ
แนวคิดนี้เน้นว่า การเรียนรู้ในยุคปัจจุบันกระทั่งถึงอนาคต ไม่ควรแยกตามวัยอีกต่อไป แต่ควรเป็น การเรียนรู้แบบข้ามรุ่น (Intergenerational) ที่ทุกวัยได้ทั้ง เป็นผู้สอน และเป็นผู้เรียนรู้ ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ทักษะ ความรู้จากกันและกัน เพื่อสร้างสังคมที่ปรับตัวเก่ง มีความเห็นอกเห็นใจ และยั่งยืนมากขึ้นภายใต้สถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ในขณะที่ คนต่างวัยต่างก็มีภูมิหลังที่มีคุณค่าต่อการแบ่งปัน เช่นคนสูงอายุมีประสบการณ์ชีวิตมาก แต่ขาดทักษะดิจิทัล เด็ก/วัยรุ่นเก่งเทคโนโลยี แต่ขาดความอดทน ประสบการณ์ชีวิตจริง หากมีการเปิดพื้นที่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ในแนวทางที่ว่า การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ตลอดชีวิตและจากหลายมุมมอง
นิเวศการเรียนรู้ข้ามวัย จึงเป็นกลไกที่สำคัญกลไกหนึ่งในการสร้าง นิเวศสุขภาวะและความปลอดภัย เพราะเป็นกระบวนการที่ทำให้ “การดูแลตนเอง การดูแลกัน และการป้องกันความเสี่ยง” ถูกเรียนรู้และถ่ายทอดผ่านชีวิตจริงของคนต่างวัยเกิดเป็นวัฒนธรรมความปลอดภัยที่อยู่ในวิถีชีวิตนั่นเอง

  1. โรงเรียนและการทำงานของครูต่อการพัฒนาสุขภาวะและความปลอดภัย
    5 แนวทางการพัฒนาสุขภาวะและความปลอดภัยของเด็กวัยเรียนโดยโรงเรียนและการทำงานของครูผ่านกระบวนการเรียนรู้ข้ามวัยวัย
    โรงเรียนและการทำงานของครูถือว่ามีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนงานการพัฒนาสุขภาวะและความปลอดภัยแก่เด็กวัยเรียนโดยสามารถนำกระบวนการเรียนรู้ข้ามวัยวัยมาเป็นเครื่องมือได้โดย “ครู” จะมีบทบาทเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ เชื่อม ประสานและ ส่งเสริมให้เกิดบรรยากาศของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่ปลอดภัยทั้งร่างกายและจิตใจ ออกแบบสภาพแวดล้อม จัดการพื้นที่โรงเรียนให้เป็น “ห้องเรียนมีชีวิต” ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของคนทุกวัยด้วย ด้วย 5 แนวทางดังนี้
    1) ออกแบบสภาพแวดล้อมปลอดภัย จัดพื้นที่เรียนรู้นอกห้องเรียน เช่น สวนผัก เพื่อการเรียนรู้เชิงประสบการณ์
    2) สร้างบรรยากาศยอมรับ ใช้แนวคิดการยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไข สร้างความรู้สึกปลอดภัยทางจิตใจ เด็กพร้อมเปิดรับการเรียนรู้
    3) จัดการเรียนรู้แบบลงมือทำ ใช้การเรียนรู้แบบปฎิบัติจริง ให้เด็กสำรวจรอบๆ โรงเรียน ชุมชน
    4) ฝึกทักษะชีวิตให้เด็ก ส่งเสิรมให้เด็กเรียนรู้การรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ผ่านการเล่นบทบาทสมมุติ
    5) เชื่อมโยงเครือข่ายชุมชน และ สร้างเครือข่ายสัมพันธ์ ร่วมมือกับผู้ปกครองและชุมชนสร้างพื้นที่ดี ส่งเสริมให้เด็กได้อยู่สภาพแวดล้อมปลอดภัยโดยเชื่อมโยงบ้าน โรงเรียน และชุมชนเข้าด้วยกันผ่านนโยบายและกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้คนทุกวัยมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียม
โพสท์ใน บทความ | ใส่ความเห็น