“ความฉลาดรู้และเท่าทันคือหัวใจของความปลอดภัยในทุกระดับ”

ดร. สรวงธร นาวาผล
ผู้อำนวยการกลุ่มwearehappy
องค์กรสาธารณประโยชน์ด้านการพัฒนาเด็ก เยาวชน ครอบครัวและชุมชน

  1. สถานการณ์โลกในศตวรรษที่ 21 : โลกที่ “ผันผวน ซับซ้อน เปราะบาง และเชื่อมโยงถึงกัน”
    โลกในศตวรรษที่ 21 ที่มีความผันผวน เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและเต็มไปด้วยความเสี่ยงที่ซับซ้อน ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นคือการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและคาดเดายากทั้งทางเทคโนโลยี ภูมิอากาศ เศรษฐกิจ โรคระบาด สงครามความไม่แน่นอนในชีวิตประจำวัน เช่น งานไม่มั่นคง รายได้ไม่แน่นอน ระบบสังคมเปราะบางความซับซ้อนและการเชื่อมโยงข้ามระบบปัญหาหนึ่งส่งผลต่ออีกปัญหาหนึ่งเสมอ เช่น ภัยพิบัติที่ส่งผลกระทบถึงสุขภาพ เศรษฐกิจ และครอบครัวตลอดถึงแรงกดดันทางด้านจิตใจทั้งจากโลกเสมือนและโลกแห่งความเป็นจริง
    ภายใต้ภัยคุกคามที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงอุบัติเหตุทางกายภาพ แต่ขยายวงกว้างไปยังเรื่องใหม่ๆ เช่น ภัยทางเทคโนโลยี เช่น ไซเบอร์บูลลี่ (Cyberbullying) และข่าวปลอม ภัยทางสิ่งแวดล้อม มลพิษ ฝุ่น PM 2.5 และโรคระบาดข้ามสายพันธุ์ต่างๆ ภัยจากพฤติกรรมบริโภค อาหารไม่ปลอดภัย บุหรี่ไฟฟ้า และสิ่งมึนเมา ภัยทางด้านอารมณ์และสังคมความเครียด ความโดดเดี่ยว ความรู้สึกไม่มั่นคงและปลอดภัยนั้น สถานการณ์ดังกล่าวเป็นบริบทโลกที่ “มนุษย์”ไม่ได้เผชิญ “ภัย”เหล่านั้นตามลำพังหรือเป็นเพียงปัญหาระดับ “ปัจเจก”แค่เฉพาะตัว หากแต่เป็นการเผชิญวิกฤต “เชิงระบบ”ที่เป็นไปด้วยกันทั้งหมด
  2. นิเวศสุขภาวะและความปลอดภัย: คำตอบของชีวิตและสังคมที่มีคุณภาพ
    คำถามที่ว่า เราจะ “อยู่รอดอย่างมีคุณภาพ เป็นสุข และปลอดภัย ” ได้อย่างไรในโลกที่ไม่แน่นอนจึงมีการตีความการพัฒนาด้วยความหมายใหม่ด้วย 3แนวคิด คือ ทุกคนควรมีเป้าหมายอยู่ที่สุขภาวะ ความปลอดภัย และความยั่งยืน ที่ทุกคน ทุกฝ่าย ทุกระดับ ทุกภาคส่วนต้องมีส่วนร่วมแบบไม่แยกส่วน
    “นิเวศสุขภาวะ” จึงเป็นคำตอบที่น่าสนใจอย่างยิ่งเนื่องจากมุมมองเชิงนิเวศเป็นการมองทุกชีวิต ทุกสรรพสิ่งทั้งระบบโดยเน้นย้ำถึงความเชื่อมโยงที่ถักทอเป็นโยงใยที่ส่งผลกระทบถึงกันและกันเสมอหากระบบหนึ่งเสียสมดุลก็จะส่งผลกระทบต่ออีกระบบหนึ่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้และเมื่อกล่าวถึงนิเวศสุขภาวะและความปลอดภัย ในที่นี้จึงให้ความหมายไว้ว่า “ความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกันระหว่างสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ และสุขภาพของมนุษย์ และ สุขภาพ กาย ใจของมนุษย์จึงเกิดจาก ความสัมพันธ์ของระบบรอบตัวทั้งระบบไม่ใช่เรื่องเฉพาะตัวบุคคลเพียงลำพังหากแต่ต้องเกิดจากความสมดุลทั้งระบบย่อยที่ประกอบด้วย ผู้คน ครอบครัว ชุมชน สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ วัฒนธรรม สื่อ เทคโนโลยี นโยบายและโครงสร้างสังคมที่มีมุมมองต่อคุณค่าและความหมายชีวิตสร้างสรรค์ นั่นเองกล่าวคือสุขภาวะไม่สามารถพึ่งบุคคลได้เพียงลำพัง การสร้างความปลอดภัย ต้องออกแบบระบบความสัมพันธ์และสภาพแวดล้อมและนิเวศสุขภาวะต้องพัฒนาความปลอดภัยเชิงโครงสร้างมีผู้คนที่พึ่งพาอาศัยกันได้ มีพื้นที่ปลอดภัยและมีเครือข่ายความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลดูและกันและกัน”
    โลกศตวรรษที่ 21 เป็นโลกของความไม่แน่นอนและความเสี่ยงเชิงระบบสุขภาวะและความปลอดภัยจึงไม่อาจสร้างด้วยมาตรการเฉพาะจุดแต่ต้องอาศัย “นิเวศสุขภาวะ” ที่เชื่อมโยงคน ครอบครัว ชุมชน สิ่งแวดล้อม และนโยบายเข้าด้วยกันเพื่อให้มนุษย์สามารถอยู่รอด ฟื้นตัว และเติบโตอย่างมีศักดิ์ศรีในโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

3.ความฉลาดรู้และเท่าทัน:ทักษะสำคัญเพื่อสุขภาวะและความปลอดภัยของเด็กวัยเรียน
3.1ในที่นี้ ได้นิยามความฉลาดรู้ และเท่าทัน ว่าคือ ความสามารถในการ รู้คิด เข้าใจ วิเคราะห์ สังเคราะห์ ตลอดจนมีความละเอียดอ่อนและประณีตต่อการซึมซับและกำหนดรู้ภาวะอารมณ์ของตนเองและผู้อื่นที่นำไปสู่การเลือกรับรู้ ตีความ ให้คุณค่าและความหมายต่อทุกสิ่งเร้าที่เข้ามาเพื่อนำไปสู่การใช้ชีวิตมีวิจารณญาณ เหมาะสม และสร้างสรรค์ทั้งต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชนและสังคม
การดำเนินชีวิตท่ามกลางความเสี่ยง/ความไม่ปลอดภัยที่ครอบคลุม
ด้านทางกายภาพ อุบัติเหตุ ภัยพิบัติ โรค(จากเชื้อโรคและโรคจากพฤติกรรม)
ด้านจิตใจ ถูกคุกคามเผชิญกับความรุนแรง ถูกกดดัน รู้สึกด้อยค่า ขาดความเชื่อมั่น ไร้ตัวตน อยู่ในวังวนความเหลื่อมล้ำ
ด้านสังคม ไร้ที่พึ่ง ถูกทอดทิ้ง อคติ ความหลอกลวง ความอยุติธรรม
ด้านข้อมูลและสื่อ ข่าวลวง ความรุนแรงเชิงสัญลักษณ์ สูญเสียอำนาจ การควบคุมตนเองและการจัดการชีวิต
ด้านอนาคต ขาดความสามารถในการรับมือกับการเปลี่นแปลง ฯลฯ

ความฉลาดรู้และเท่าทันเป็นเกราะป้องกันแรกๆที่ทำให้เด็กๆ (และผู้ใหญ่) ไม่ตกเป็นเหยื่อ หรือพลาดเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ของความเสี่ยงหรือความไม่ปลอดภัยในรูปแบบต่างๆ การติดตั้ง ”ความฉลาดรู้และเท่าทัน” แก่เด็กวัยเรียนและคนทุกวัยเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง

3.2) “ความฉลาดรู้และเท่าทัน” มีองค์ประกอบที่เป็นทักษะที่ต้องพัฒนาหลายด้านเช่น
1) ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ (Analytical Thinking) เป็นความสามารถในการแยกแยะข้อมูล ด้วยเหตุและผลว่า เรื่องใดเป็นความจริงหรือความเห็น รวมทั้ง เห็นความเชื่อมโยง และเห็นผลกระทบที่จะเกิดขึ้นซึ่งจะช่วยไม่ตกเป็นเหยื่อของข้อมูลเท็จ การชี้นำ และความตื่นตระหนก
2) การตระหนักรู้ (Awareness)รู้เท่าทันตนเอง (อารมณ์ ความกลัว ความเชื่อ) การตระหนักรู้ เป็นการรู้เท่าทันบริบท สถานการณ์ และความเสี่ยงทำให้หยุดคิดก่อนเลือก ก่อนเชื่อ ก่อนส่งต่อข้อมูลและก่อนตัดสินใจ
3) ความไวต่อทางการรับรู้และการรู้สึกอย่างมีสติ(Sensibility) เป็นทักษะของการตื่นตัวต่อการรับรู้ ที่เป็น“สัญญาณเล็ก ๆ” ของความไม่ปลอดภัย ทำให้สามารถสัมผัสบรรยากาศ ความผิดปกติ ความเปลี่ยนแปลงที่ยังไม่ชัดเป็นระบบเตือนภัยภายในก่อนที่อันตรายจะปรากฏชัดเจน
4) ความสามารถในการตีความ( Interpretive Literacy) หมายถึงความสามารถในการอ่าน เข้าใจ ตีความความหมาย เจตนา และนัยของสารจากการรับสารไม่ว่าจะเป็นการรับสื่อหรือสารประเภทข้อความ ภาพ สื่อ ข่าว เรื่องเล่าด้วยวิธีการใดหรือช่องทางใด ในความหมายนี้จะเน้น “การตีความ” ไม่ใช่แค่อ่านออก อ่าน “สิ่งที่พูด” และ “สิ่งที่ไม่ได้พูด”ตีความเจตนา บริบท แหล่งที่มา ผลประโยชน์แฝง เป็นกระบวนการ “สร้างความหมาย” จากการรับสารสู่การประกอบสร้างเป็นความรู้เพื่อปกป้องตนเองจากความไม่ปลอดภัยและไม่เท่าทัน
5)ความใฝ่เรียนรู้ (Learning Disposition / Curiosity) เป็นแรงขับภายในที่ทำให้มนุษย์อยากรู้ อยากเข้าใจ อยากเรียนรู้สิ่งใหม่ๆมีลักษณะสำคัญคือมีความกระหายใคร่รู้ อยากตั้งคำถาม อยากค้นหาไม่หยุดอยู่กับความไม่รู้
6) การรู้ว่าควรรู้อะไร(Metacognitive / Epistemic) เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมากๆเพราะทักษะนี้ไม่ใช่แค่การรู้ข้อมูลแต่คือความสามารถในการรู้ว่า อะไรสำคัญ และ อะไรไม่จำเป็นรู้ว่า ตนเองรู้อะไรแล้ว และ ยังไม่รู้อะไรและรู้ว่ารู้ว่า สถานการณ์ใดควรรู้เรื่องใดก่อนหรือหลัง ลำดับเรื่องที่ควรรู้และสกัดเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องรู้ทิ้งไปได้ ทักษะนี้ถือว่าการกำกับการเรียนรู้ของตนเอง ช่วยให้รู้ว่าบางทีคนเราก็ไม่จำเป็นต้อง รู้ทุกอย่างไม่ได้บางทีข้อมูล มากเกินไปการรู้ผิดเรื่อง / รู้เกินเรื่องอาจทำให้ ไม่ปลอดภัยได้เช่นกัน
7) ความมีปัญญา(Wisdom) เป็นเรื่องของการมองผ่านหรือทะลุเปลือกเห็นแก่น เห็นสิ่งต่างๆตามความเป็นจริงที่แท้อย่างแม่นตรงหรือผิดพลาดน้อยที่สุดโดยสามารถเชื่อมโยงและทำนายผลที่จะเกิดขึ้นจากการกระทำของตนเองหรือของเรื่องราวต่างๆได้ เป็นการตกผลึกทางข้อมูล ประสบการณ์และความรู้แล้วนำออกมาใช้ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม การมีปัญญาช่วยให้เลือกการกระทำและใช้ชีวิตได้ปลอดภัยโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น


3.3 ความฉลาดรู้และเท่าทัน:หัวใจของนิเวศสุขภาวะและความปลอดภัย
ความฉลาดรู้และความเท่าทันเป็นสมรรถนะภายในของมนุษย์ ที่ทำให้นิเวศสุขภาวะและความปลอดภัย “มีชีวิต” ไม่ใช่แค่ระบบหรือกติกา องค์ประกอบทั้ง 7 ประการทำหน้าที่ร่วมกันดังนี้

  1. การคิดวิเคราะห์ ช่วยแยกแยะความจริง ความเสี่ยง และการชี้นำ
  2. การตระหนักรู้ ทำให้รู้เท่าทันอารมณ์ ตนเอง และสถานการณ์รอบตัว
  3. ความไวต่อการรับรู้และการรู้สึกอย่างมีสติ ทำหน้าที่เป็นระบบเตือนภัยภายในต่อความไม่ปลอดภัย
  4. ความสามารถในการตีความ ช่วยเข้าใจเจตนา นัยแฝง และความหมายของสิ่งที่รับมา
  5. การใฝ่เรียนรู้ เปิดใจให้พร้อมเรียนรู้และปรับตัวต่อโลกที่เปลี่ยนแปลง
  6. การรู้ว่าควรรู้อะไร ทำให้เลือกโฟกัสความรู้ที่จำเป็น ไม่จมกับข้อมูลล้นเกิน
  7. ความมีปัญญา เปลี่ยนความเข้าใจทั้งหมดให้เป็นการตัดสินใจและการกระทำที่ไม่ซ้ำเติมความไม่ปลอดภัย
    เมื่อทักษะทั้ง 7 ประการทำงานร่วมกัน ภายใต้ “ความฉลาดรู้และเท่าทัน” นิเวศสุขภาวะและความปลอดภัยจึงเป็น พื้นที่ที่ผู้คนคิดเป็น รู้ตัว เลือกเป็น และอยู่ร่วมกันอย่างปลอดภัยและมีความหมายในโลกที่ไม่ปลอดภัย ทั้งนี้เด็กและผู้ใหญ่ต้องเปลี่ยนจาก “ความรู้” เป็น ‘ความฉลาดรู้ที่คิดเป็น รู้ตัว รู้สึกเป็น ตีความเป็น และเลือกใช้ชีวิตอย่างมีปัญญา โดยเฉพาะเด็กวัยเรียน (6-12 ปี) ที่ต้องการการบ่มเพาะปลูกฝังบนเส้นทางแห่งประสบการณ์ชีวิตนอกเหนือจากการเรียนรู้จากห้องเรียน

4.กระบวนการเรียนรู้ข้ามวัย( Intergenerational Learning ) สู่นิเวศการเรียนรู้ข้ามวัย
( Intergenerational Learning Ecosystem) กับนิเวศสุขภาวะและความปลอดภัย (Well-being & Safety Ecosystem)
4.1 ความหมายและคุณค่า:กระบวนการเรียนรู้ข้ามวัย เป็น กระบวนการเรียนรู้ที่มีการปฏิสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความรู้ ทักษะ และคุณค่าต่างๆ ระหว่างกลุ่มคนที่มีช่วงวัยแตกต่างกัน โดยมักมุ่งเน้นที่การมีส่วนร่วมระหว่างคนรุ่นใหม่ (เช่น เด็กหรือเยาวชน) กับคนรุ่นเก่า (เช่น ผู้สูงอายุ) เป็นต้น
กระบวนการเรียนรู้ข้ามวัย มีความสำคัญ ต่อนิเวศการเรียนรู้ของเด็ก เพราะเป็นการถ่ายทอดประสบการณ์ตรงจากผู้ใหญ่และผู้สูงอายุสู่เด็ก และในทางกลับกัน ผู้ใหญ่ก็เรียนรู้จากเด็กด้วย เป็นการสร้างระบบนิเวศที่สมดุล องค์รวม และยั่งยืน เพื่อให้เด็กเติบโตอย่างแข็งแรง ปลอดภัย อีกทั้งยังเป็นการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในชุมชน ที่ทุกวัยจะรู้สึกปลอดภัยในการแบ่งปันและเติบโตร่วมกัน
กระบวนการเรียนรู้ข้ามวัยเด็กจึงเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ พื้นที่ประสบการณ์ชีวิตที่อยู่ในชีวิตจริงสัมผัสจับต้องได้ซึ่งมีคุณค่าอย่างยิ่งต่อโลกศตวรรษที่ 21 ที่ผู้คนต่างโลดแล่นอยู่บนโลกเสมือน ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน ต่อผู้คนและต่อสิ่งมีชีวิตอื่นๆ รวมทั้งบรรยากาศสิ่งแวดล้อมถูกแยกห่างออกจากกันไปทุกที การเรียนรู้ข้ามวัยคือ “พื้นที่ฝึกชีวิต”
กระบวนการเรียนรู้ข้ามวัยเป็นการพัฒนากระบวนการเรียนรู้จากชีวิตจริงและประสบการณ์ตรงที่เป็นการจูงมือเด็กสู่โลกประสบการณ์ที่มีชีวิต สร้างความสัมพันธ์ที่ไว้ใจได้กับผู้คนต่างวัยที่อยู่รอบตัว ปัจจุบันมีความเป็นไปได้สูงที่เด็กๆวัยเรียนไปเรียนรู้เองตามลำพัง และสร้างจักรวาลของตนเองที่ยากที่ใครต่อใครจะเข้าถึงแม้แต่ครอบครัวที่เป็นนิเวศที่ใกล้ตัวที่สุด และบางกรณีความไม่ปลอดภัยก็เกิดจากความแปลกแยกจากตนเองนั่นเอง

4.2 นิเวศการเรียนรู้ข้ามวัย กับนิเวศสุขภาวะและความปลอดภัย
องค์ประกอบหลักของนิเวศการเรียนรู้ข้ามวัย
1 ) ผู้เรียนรู้ทุกวัย เป็นหัวใจของระบบ มีทั้งเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ แต่ละวัยมีจุดแข็งต่างกัน เด็ก, วัยทำงาน, ผู้สูงอายุ, คุณครู, ครอบครัว
2 )พื้นที่/สถานที่การเรียนรู้ข้ามวัย ไม่ใช่แค่โรงเรียน แต่รวมถึงบ้าน ชุมชน สวนสาธารณะ ห้องสมุด คาเฟ่ บ้าน, โรงเรียน, ศูนย์ผู้สูงอายุ,หรือห้องสมุด
3)เนื้อหา & ทักษะที่แลกเปลี่ยนกัน ความรู้แบบดั้งเดิม กับความรู้สมัยใหม่ เช่น ผู้สูงอายุสอนทำอาหาร/หัตถกรรม เด็กสอนใช้ AI/แอป/| ภูมิปัญญาท้องถิ่น / Digital Literacy /ทักษะชีวิต
4 ) กระบวนการ/กิจกรรมข้ามวัย /กิจกรรมที่ออกแบบมาให้ทุกวัยร่วมกัน เช่น Storytelling, Workshop ร่วมกัน, โครงการชุมชน, / กิจกรรมเล่านิทาน, ปลูกผักด้วยกัน, สอนหลานใช้สมาร์ทโฟน, สอนย่าทำคอนเทนต์ TikTok
5 ) เทคโนโลยี & เครื่องมือเชื่อมโยง เป็นตัวกลางเชื่อมทุกวัย เช่น แพลตฟอร์มออนไลน์ ,Zoom, LINE Group, แอปเรียนรู้ข้ามวัย,
6 ) วัฒนธรรม & นโยบายสนับสนุน สังคมต้องยอมรับว่าทุกวัยเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต มีนโยบายสนับสนุน เช่น งบประมาณโครงการข้ามวัย / ครอบครัว, ชุมชน, กระทรวงศึกษาฯ, อบต./เทศบาล, องค์กรเอกชน
7 ) การประเมิน & ปรับปรุงต่อเนื่อง การเก็บ Feedback, การวิจัยวัดผลว่าการเรียนรู้ร่วมกันเพื่อ การปรับปรุงระบบและปรับกิจกรรม
นิเวศการเรียนรู้ข้ามวัย เป็นระบบที่ทำให้คนทุกวัยเรียนรู้ร่วมกัน แบ่งปันกัน และเติบโตไปด้วยกัน ไม่ใช่ “เด็กเรียนจากผู้ใหญ่” หรือ “ผู้ใหญ่เรียนจากเด็ก”เท่านั้น แต่เป็น การแลกเปลี่ยนสองทางที่สร้างประโยชน์ให้ทุกคนในระบบนิเวศนั้นกับการเกิดบรรยากาศแห่งความสุขและเป็นการลดช่องว่างระหว่างได้อย่างแนบเนียนและเกิดประโยชน์แก่ทุกฝ่ายด้วย
4.3 จากกระบวนการเป็นกลไก:นิเวศการเรียนรู้ข้ามวัย
นิเวศการเรียนรู้ข้ามวัย เป็นระบบนิเวศ (ecosystem) แห่งการเรียนรู้ที่ออกแบบมาให้คนทุกวัยเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุสามารถเรียนรู้ร่วมกัน แบ่งปันความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ และมุมมองอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยไม่จำกัดเฉพาะในโรงเรียนหรือห้องเรียน แต่ครอบคลุมทั้งครอบครัว ชุมชน สถานที่ทำงาน สังคมออนไลน์ และพื้นที่สาธารณะต่าง ๆ
แนวคิดนี้เน้นว่า การเรียนรู้ในยุคปัจจุบันกระทั่งถึงอนาคต ไม่ควรแยกตามวัยอีกต่อไป แต่ควรเป็น การเรียนรู้แบบข้ามรุ่น (Intergenerational) ที่ทุกวัยได้ทั้ง เป็นผู้สอน และเป็นผู้เรียนรู้ ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ทักษะ ความรู้จากกันและกัน เพื่อสร้างสังคมที่ปรับตัวเก่ง มีความเห็นอกเห็นใจ และยั่งยืนมากขึ้นภายใต้สถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ในขณะที่ คนต่างวัยต่างก็มีภูมิหลังที่มีคุณค่าต่อการแบ่งปัน เช่นคนสูงอายุมีประสบการณ์ชีวิตมาก แต่ขาดทักษะดิจิทัล เด็ก/วัยรุ่นเก่งเทคโนโลยี แต่ขาดความอดทน ประสบการณ์ชีวิตจริง หากมีการเปิดพื้นที่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ในแนวทางที่ว่า การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ตลอดชีวิตและจากหลายมุมมอง
นิเวศการเรียนรู้ข้ามวัย จึงเป็นกลไกที่สำคัญกลไกหนึ่งในการสร้าง นิเวศสุขภาวะและความปลอดภัย เพราะเป็นกระบวนการที่ทำให้ “การดูแลตนเอง การดูแลกัน และการป้องกันความเสี่ยง” ถูกเรียนรู้และถ่ายทอดผ่านชีวิตจริงของคนต่างวัยเกิดเป็นวัฒนธรรมความปลอดภัยที่อยู่ในวิถีชีวิตนั่นเอง

  1. โรงเรียนและการทำงานของครูต่อการพัฒนาสุขภาวะและความปลอดภัย
    5 แนวทางการพัฒนาสุขภาวะและความปลอดภัยของเด็กวัยเรียนโดยโรงเรียนและการทำงานของครูผ่านกระบวนการเรียนรู้ข้ามวัยวัย
    โรงเรียนและการทำงานของครูถือว่ามีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนงานการพัฒนาสุขภาวะและความปลอดภัยแก่เด็กวัยเรียนโดยสามารถนำกระบวนการเรียนรู้ข้ามวัยวัยมาเป็นเครื่องมือได้โดย “ครู” จะมีบทบาทเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ เชื่อม ประสานและ ส่งเสริมให้เกิดบรรยากาศของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่ปลอดภัยทั้งร่างกายและจิตใจ ออกแบบสภาพแวดล้อม จัดการพื้นที่โรงเรียนให้เป็น “ห้องเรียนมีชีวิต” ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของคนทุกวัยด้วย ด้วย 5 แนวทางดังนี้
    1) ออกแบบสภาพแวดล้อมปลอดภัย จัดพื้นที่เรียนรู้นอกห้องเรียน เช่น สวนผัก เพื่อการเรียนรู้เชิงประสบการณ์
    2) สร้างบรรยากาศยอมรับ ใช้แนวคิดการยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไข สร้างความรู้สึกปลอดภัยทางจิตใจ เด็กพร้อมเปิดรับการเรียนรู้
    3) จัดการเรียนรู้แบบลงมือทำ ใช้การเรียนรู้แบบปฎิบัติจริง ให้เด็กสำรวจรอบๆ โรงเรียน ชุมชน
    4) ฝึกทักษะชีวิตให้เด็ก ส่งเสิรมให้เด็กเรียนรู้การรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ผ่านการเล่นบทบาทสมมุติ
    5) เชื่อมโยงเครือข่ายชุมชน และ สร้างเครือข่ายสัมพันธ์ ร่วมมือกับผู้ปกครองและชุมชนสร้างพื้นที่ดี ส่งเสริมให้เด็กได้อยู่สภาพแวดล้อมปลอดภัยโดยเชื่อมโยงบ้าน โรงเรียน และชุมชนเข้าด้วยกันผ่านนโยบายและกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้คนทุกวัยมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียม

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *