ชุมชนมีบทบาทสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมและประสบการณ์การเรียนรู้ที่หลากหลายและเหมาะสมกับวัยของเด็กปฐมวัย ผ่านการมีส่วนร่วมในการออกแบบและจัดกิจกรรม การใช้ภูมิปัญญาและทรัพยากรท้องถิ่น การเป็นตัวแบบที่ดี และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ทำให้เด็กเติบโตเป็นพลเมืองที่ดีและมีสุขภาวะครบทุกด้าน โดยส่งเสริมการพัฒนาเด็กได้ ดังนี้
- การมีส่วนร่วมในการออกแบบและจัดพื้นที่ ชุมชนมีส่วนร่วมในการออกแบบ “พื้นที่ดี” ร่วมกับครู เด็ก และผู้ปกครอง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันและเอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็ก นอกจากนี้ ชุมชนยังสามารถเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ทางกายภาพ เช่น ใต้ถุนบ้าน ลานกิจกรรมในชุมชน
- การใช้ภูมิปัญญาและทรัพยากรท้องถิ่น (ภูมิดี) ชุมชนนำภูมิความรู้ ภูมิปัญญาในชุมชนมาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ “ภูมิดี” หมายถึง การใช้ภูมิปัญญาของทุกฝ่ายในชุมชนในการมีส่วนร่วมปกป้องดูแลและสร้างชุมชนร่วมกัน สื่อที่ดีสามารถมาจากภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น ดนตรีพื้นบ้าน นิทานพื้นบ้าน ภาษาถิ่น ขนมอาหารพื้นบ้าน ของเล่นพื้นบ้าน ตำนานประวัติศาสตร์ หรือแม้แต่บุคคลที่เป็นปราชญ์ชาวบ้าน ผู้นำชุมชน การบูรณาการภูมิปัญญาและวัฒนธรรมท้องถิ่นเข้ากับการจัดประสบการณ์ในเด็กปฐมวัยช่วยเสริมการเรียนรู้ของเด็ก
- การเป็นแหล่งเรียนรู้ ชุมชนเป็น “ขุมทรัพย์แห่งการเรียนรู้ของเด็ก” หรือ “ชุมชน 3 ดี” ที่ผู้คนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข และเอื้อต่อการดูแลเด็กอย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์ภายใต้ต้นทุนภูมิปัญญาทางสังคมที่มีของชุมชนนั้นๆ การเรียนรู้ของเด็กไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในห้องเรียนเท่านั้น แต่นอกห้องเรียนก็มีแหล่งเรียนรู้มากมาย เด็กๆ เรียนรู้จากสิ่งแวดล้อม จากบุคคลใกล้ตัว และจากธรรมชาติ
- การสร้างเครือข่ายและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การมีเครือข่ายเพื่อนครูในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กช่วยให้กระบวนการทำงานเกิดการขยายผลและต่อยอดความคิดได้อย่างกว้างขวาง ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน การทำงานแบบมีส่วนร่วมช่วยให้ทุกกระบวนการเป็นการเรียนรู้ และสร้างความร่วมมือจากหลายฝ่าย
- ความรับผิดชอบร่วมกัน การดูแลเด็กไม่ใช่ภาระของครูเท่านั้น แต่เป็นหน้าที่ของทุกคนในชุมชนที่ต้องเข้ามามีส่วนร่วม การเปลี่ยนวิธีคิดจากการรองบประมาณซื้อเครื่องเล่นสำเร็จรูป มาเป็นการลงมือร่วมแรงร่วมใจของพ่อแม่ผู้ปกครอง และสมาชิกชุมชนในการออกแบบและดำเนินการพื้นที่ที่ดีโดยใช้ภูมิปัญญาและความรู้จากวัสดุที่มีในท้องถิ่น จะเป็นการดึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและการเกื้อกูลกันของคนในชุมชนกลับมา
- การเป็น “ระบบนิเวศ” ที่เอื้อต่อพัฒนาการ แนวคิด “ระบบนิเวศของพัฒนาการมนุษย์” ของ Bronfenbrenner ชี้ว่าพัฒนาการของมนุษย์เป็นผลผลิตของการปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวบุคคลกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งรวมถึงผู้อื่นที่อยู่รายล้อมและปฏิสัมพันธ์กับบุคคลนั้น ตลอดจนสภาพแวดล้อมทางด้านสื่อและบริการที่มีในสังคม รวมถึงทัศนคติและคุณค่าของคนในสังคมระดับมหภาค ชุมชนจึงเป็นระบบจุลภาค (microsystem) และเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิสัมพันธ์ในระบบกึ่งกลาง (mesosystem) ระหว่างชุมชน ผู้ปกครอง และครูในการพัฒนาและเลี้ยงดูเด็ก
ดร.สรวงธร นาวาผล ผู้อำนวยการกลุ่ม wearehappy องค์กรสาธารณประโยชน์